ไทยจะมีเรือดำน้ำสั่งจากประเทศจีน รอบบ้านเราก็มีกองเรือดำน้ำอยู่หลายประเทศ ช่วงหลังนี้ดูเหมือนการสั่งซื้อเรือดำน้ำ
ในอาเซียนจะคึกคักขึ้น เพราะต่างคนต่างต้องการจะสร้างแสนยานุภาพทางทะเลมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
จนเกิดคำถามว่านี่เป็น “submarine race” หรือเป็นการแย่งชิงความเป็นหนึ่งทางด้านนี้หรือไม่
ต้นปีนี้ เวียดนามประกาศร่วมวงด้วยการสั่งเรือดำน้ำจากรัสเซีย ประเภท Kilo-class ที่เป็นที่รู้จักในวงการนี้ดี และตั้งชื่อว่า Hanoi ประทับความขึงขัง
ก่อนหน้านี้ไม่นาน อินโดนีเซียก็แสดงความสนใจที่จะสั่งเรือดำน้ำแบบเดียวกันนี้จากรัสเซีย บวกกับเรือรบจากเกาหลีใต้
เดือนพฤศจิกายนปี 2013 สิงคโปร์ลงนามว่าจ้างบริษัทเยอรมัน สร้างเรือดำน้ำชุดใหม่เพื่อเสริมกองเรือดำน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว 6 ลำ
ฟิลิปปินส์ก็กำลังพิจารณาสั่งเรือดำน้ำเช่นกัน ว่ากันว่าเตรียมจะซื้อชุดแรก 2 ลำเพื่อเสริมกองกำลังทางทะเลของตน
เวียดนามกับฟิลิปปินส์มีเรื่องระหองระแหงกับจีนในทะเลจีนใต้ จึงไม่น่าแปลกใจที่สองประเทศนี้จะต้องสร้างเสริมสมรรถภาพทางทะเล และแน่นอนว่าคงไม่สั่งซื้อเรือดำน้ำจากจีน ต้องหันไปหารัสเซียที่พร้อมจะขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับประเทศในอาเซียนอยู่แล้ว
รัสเซียกับจีนมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างดีในระยะหลัง เพราะมีคู่พิพาทร่วมคือสหรัฐ การขายเรือดำน้ำให้กับประเทศอาเซียนของสองชาตินี้ จึงมิอาจถือว่าเป็นการแก่งแย่งทางด้าน
ยุทธศาสตร์ทหาร แต่หนีไม่พ้นว่าการซื้อขายอาวุธย่อมมิใช่เพียงธุรกิจอย่างเดียว หากแต่หมายถึงความผูกพันด้านความมั่นคง และยุทธศาสตร์ทางทหารด้วยเช่นกัน
แผนของเวียดนามจะมีเรือดำน้ำทั้งหมด 6 ลำภายในปี 2016 และอินโดนีเซียเตรียมจะเพิ่มอีก 3 ลำในเวลาใกล้ ๆ
ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดบอกว่า อินโดฯ และสิงคโปร์สั่งซื้อเรือดำน้ำฝูงใหม่ก็เพื่อทดแทนของเก่าส่วนหนึ่ง หากนับจากนี้ไป 10 ปี จำนวนเรือดำน้ำของอาเซียนทั้งหมดก็น่าจะไม่สูงกว่าที่มีอยู่ปัจจุบัน หากไม่นับของไทยที่เพิ่งตัดสินใจจะสั่งซื้อ 3 ลำจากจีน และหากได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก็น่าจะส่งมอบลำแรกในอีก 5-6 ปีข้างหน้า
ที่น่าสนใจคือ สมรรถภาพการอยู่ใต้น้ำได้นานเพียงใดและอาวุธที่ติดเรือดำน้ำก้าวหน้าขนาดไหน
เรือดำน้ำลำแรก ๆ ของสิงคโปร์มีระบบ Air-Independent Propulsion (AIP) ซึ่งทำให้อยู่ใต้น้ำได้นานกว่าลำที่ไม่มีระบบนี้
ข่าวบอกว่าที่ไทยจะซื้อจากจีนก็จะมีระบบ AIP ที่พัฒนาขึ้นไปอีก คืออยู่ใต้น้ำได้นานถึง 21 วัน ในขณะที่รุ่นอื่น ๆ อยู่ได้ไม่เกิน 14 วัน
แต่ที่เสริมสมรรถนะเรือดำน้ำคือ อาวุธที่ติดบนเรือ มาเลเซียมีเรือดำน้ำ Scorpene-class ติดตั้งขีปนาวุธทำลายเรือ (anti-ship missiles) แบบ SM-39 Exocet ที่ยิงจากใต้น้ำได้
เวียดนามกับอินโดนีเซียก็เดินตามด้วยการติดตั้งขีปนาวุธใต้น้ำเช่นกัน
แต่ยังไม่มีเรือดำน้ำในอาเซียน ที่มีความสามารถยิงขีปนาวุธจากใต้น้ำ เพื่อทำลายเป้าบนบกที่เรียกว่า submarine-launched cruise-missile (SLCM)
ซึ่งมีอำนาจการทำลายล้างสูง และหากประเทศไหนในแถบนี้ติดอาวุธเช่นนี้ ก็อาจจะนำไปสู่ความสงสัยคลางแคลงของเพื่อนบ้านที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้
มองในด้านบวก ประเทศอาเซียนที่กำลังเสริมกำลังด้านเรือดำน้ำ ก็อาจจะสร้างความแข็งแกร่งด้วยความร่วมมือระหว่างกัน เช่น อินโดฯกับสิงคโปร์ มีข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือและกู้ภัยเรือดำน้ำ และสิงคโปร์กับเวียดนามก็มีสัญญาทำนองเดียวกัน
ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ประเทศในย่านนี้มีการฝึกร่วมเพื่อประสานงานของเรือดำน้ำที่เรียกว่า Exercise Pacific Reach และ Asia-Pacific Submarine Conference (APSC) เพื่อสร้างความร่วมมือและป้องกันความเข้าใจผิดอันอาจเกิดขึ้นจากปฏิบัติการใต้น้ำของประเทศต่าง ๆ
เมื่อไทยเราเตรียมจะฟื้นกองเรือดำน้ำที่ถูกปลดระวางไปเมื่อ 64 ปีก่อนอีกครั้งหนึ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องให้คนไทยได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปและภาวะแวดล้อมใต้น้ำรอบ ๆ บ้านให้รอบด้านเพื่อประกอบการแลกเปลี่ยนความเห็น บนพื้นฐานของข้อมูลอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องด้วย






