จนถึงวันนี้ทุกท่านก็คงได้ทราบแล้วว่า ศาลทหารได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฝากขังนักศึกษาทั้ง 14 คน
ที่ถูกจับกุมในคดีแสดงออกซึ่งการต่อต้านคำสั่งของ คสช.ซึ่งนับว่าเป็นข่าวที่ทำให้หลายๆ คนโล่งอก เพราะอย่างน้อยก็ทำให้อุณหภูมิการเมืองบรรเทาความร้อนแรงลงไปได้
หากจะมองในมิติทางกฎหมาย กรณีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาทั้ง 14 คนนั้น ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนการแสดงออกข้างต้น โดยเห็นว่าเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐาน แต่อีกฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย (ในกรณีนี้คือคำสั่งของ คสช.) หากปล่อยให้มีการกระทำเช่นนี้ได้ ย่อมทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ สังคมจะเกิดความวุ่นวาย จึงเห็นได้ว่า ใจกลางของข้อถกเถียงดังกล่าวก็คือ บุคคลจะมีสิทธิแสดงออกโดยสันติวิธีในการต่อต้านขัดขืนต่อกฎหมายที่ตนเองเห็นว่าไม่เป็นธรรม ได้หรือไม่?
จากจุดนี้ เมื่อพิจารณาจากแนวคิดทางกฎหมาย ทัศนะทั้งสองด้านนั้นต่างมีปรัชญากฎหมายรองรับทั้งคู่ กล่าวคือ ในด้านที่สนับสนุนการเคารพกฎหมายนั้น มีแนวคิดหลักของสำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal Positivism) รองรับอยู่อย่างแข็งขัน แนวคิดนี้ถือว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นกฎหมายแล้ว ก็ย่อมต้องมีผลผูกมัดและต้องปฏิบัติตาม แม้ว่าผู้นั้นจะเห็นว่าเป็นธรรมหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องมุมมองส่วนตัว ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการปลดเปลื้องความผูกพันต่อกฎหมายได้
ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งนั้น ถือว่ากฎหมายต้องมีสาระสำคัญ คือความถูกต้องชอบธรรมด้วย ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่ผูกมัดให้บุคคลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เมื่อใดที่กฎหมายไม่คำนึงถึงความยุติธรรม เมื่อนั้นประชาชนก็จะหลุดพ้นจากความผูกพันต่อกฎหมาย และสามารถที่จะปฏิเสธการปฏิบัติตามกฎหมายเช่นนั้นได้ ดังภาษิตละตินยืนยันว่า “กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมย่อมไม่ใช่กฎหมาย (Lex Injusta Non Est Lex)” แนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของ “การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย (Civil Disobedience)” หรือ “อารยะขัดขืน” นั่นเอง
ในประวัติศาสตร์ เราเห็นตัวอย่างของการยืนหยัดเพื่อปฏิเสธการทำตามกฎหมายอันไม่เป็นธรรม ตัวอย่างในยุคโบราณ เช่น ตำนานปรัมปราของกรีกที่ถูกนำมาเขียนเป็นบทละครเรื่อง Antigone (อันตราคนี) ซึ่งเกี่ยวกับวีรสตรีผู้กล้ากระทำการต่อต้านคำสั่งของรัฐอันไม่เป็นธรรม หรือในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่รู้จักกันดี เช่น การดื้อแพ่งต่อกฎหมายของอังกฤษ ที่ห้ามชาวอินเดียผลิตเกลือ ซึ่งนำโดยมหาตมะคานธี กรณีขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำ ซึ่งนำโดยมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ หรือการขัดขืนต่อกฎหมายเกณฑ์ทหารของคนหนุ่มสาวอเมริกัน ที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามเวียดนาม เป็นต้น
นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย ยังเคยปรากฏในคำพิพากษาของศาลอาชญากรสงครามที่เมืองนูเรมเบิร์ก ในปี ค.ศ.1947 ซึ่งยืนยันที่จะลงโทษเจ้าหน้าที่ของเยอรมันที่มีส่วนในการทำทารุณกรรมในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะอ้างว่า ตนกระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายของเยอรมันที่ใช้อยู่ในเวลานั้น แต่ศาลเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เนื่องจากกฎหมายที่ให้อำนาจกระทำทารุณกรรมต่อชาวยิวนั้น เป็นกฎหมายที่ฝ่าฝืนต่อความยุติธรรมอย่างร้ายแรง โดยถือเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่ต้องไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอันอยุติธรรมนั้น
เมื่อมาถึงจุดนี้ อาจมีคำถามว่า หากเรายอมรับให้มีการฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้แล้ว จะไม่เป็นการส่งเสริมให้คนพากันฝ่าฝืนกฎหมาย และทำให้สังคมระส่ำระสายวุ่นวายหรอกหรือ? ในแง่นี้ นักคิดทางกฎหมายหลายคน ต่างได้ช่วยกันเสนอหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าว พอสรุปได้ว่า การดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้น ต้องไม่เป็นการกระตุ้นยั่วยุความรุนแรงให้เกิดขึ้น และต้องไม่เป็นการกล้ำกรายต่อสิทธิของบุคคลอื่น หรือดังเช่นที่ศาสตราจารย์รอลล์ (John Rawls) ได้เสนอว่า การดื้อแพ่งต่อกฎหมายควรประกอบด้วยหลักเกณฑ์ดังนี้
จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า การดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้น ผู้กระทำต้องการแสดงออกให้สังคมประจักษ์ถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมาย และพร้อมที่จะรับโทษทัณฑ์จากการละเมิดกฎหมายนั้น โดยไม่ต่อต้านขัดขืน ทั้งนี้ ก็เพื่อหวังจะปลุกมโนธรรมสำนึกของผู้อื่นในสังคม ให้มองเห็นถึงความอยุติธรรมจากกฎหมายดังกล่าว อันจะนำไปสู่การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกกฎหมายอันไม่เป็นธรรมนั้นต่อไป
ดังนี้ จะเห็นว่าการดื้อแพ่งต่อกฎหมายนั้น แท้ที่จริงผู้กระทำนั้นเคารพต่อระบบกฎหมาย และต้องการทำให้ระบบดังกล่าวนั้น มีความถูกต้องเป็นธรรมยิ่งขึ้น มากกว่าที่จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายหรือภาวะไร้ระเบียบขึ้นในสังคม ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ข้อเสนอที่ว่า ศาลรวมถึงองค์กรอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม ควรตระหนักในเจตนารมณ์ดังกล่าว และควรเลือกที่จะใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดี หรือสั่งรอการลงโทษหรือลงโทษในขั้นต่ำที่สุด เพื่อแสดงถึงความเคารพต่อจุดยืนของผู้ที่ทำการดื้อแพ่งนั้นเอง
ทั้งนี้ ควรเป็นหน้าที่ของสังคมด้วย ที่จะต้องหันกลับมาทบทวนว่า กฎหมายนั้นๆ อยุติธรรมตามที่ผู้ดื้อแพ่งชี้ให้เห็นหรือไม่ และที่สำคัญคือ ผู้มีอำนาจควรใช้ขันติธรรมให้มาก หากยังต้องการแสดงให้สังคมเห็นว่าสังคมนั้น กำลังเดินไปสู่การเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ที่คำนึงถึงความยุติธรรมเป็นรากฐานของกฎหมาย มิใช่ด้วยการใช้กำลังบังคับกัน
-----------------------
ธีรวัฒน์ ขวัญใจ
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์








