ขณะที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ตามข้อเสนอแก้ไขของหลายฝ่าย มีข้อเสนอบางประเด็นที่เห็นปัญหาอย่างชัดเจน
ประเด็นอาจเนื่องมาจากพื้นฐานความคิดความเชื่อ พื้นฐานความเข้าใจ และฐานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
โดยเฉพาะข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากภาคราชการ ที่ผ่านเข้ามาทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะแก้ไขตาม
ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ภาคราชการ กับ ภาคประชาชน อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกันหลายกรณี โดยเฉพาะเกี่ยวกับปัญหาแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาการผลักดันโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่่มีผลกระทบต่อชุมชน และประชาชนในพื้นที่
ที่สำคัญ สังคมไทยมี “บทเรียน” เกี่ยวกับ การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างมาก ที่ฝ่ายหนึ่ง เป็นนายทุน นักธุรกิจการเมือง อาศัยผู้มีอำนาจทางการเมือง และมีข้าราชการบางคน บางกลุ่มเป็นเครื่องมือในการทำให้ผิดเป็นชอบ อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “ผู้รับกรรม” หรือผู้ต่อต้านการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม คือ คนในพื้นที่ และองค์กรภาคประชาชน
ยิ่งกว่านั้น ทัศนคติ ท่าที ที่มองว่า ประชาชนที่คัดค้าน เป็นพวกหัวหมอ ทำเป็นมาหือกับ “เจ้านาย” กับอำนาจรัฐ ท้ายที่สุดก็มองเป็นตัวถ่วงความเจริญ นี่คือ ทัศนคติ ท่าทีของความ “เหลื่อมล้ำ” โดยไม่ได้มองว่า ประชาชน ก็สามารถเรียนรู้ และเข้าใจกฎหมายบ้านเมือง เข้าใจที่จะปกป้องสิทธิของตัวเอง ปกป้องทรัพยากรของประเทศได้เหมือนกัน เหล่านี้หลายคนก็เห็นปัญหาว่า เป็นอุปสรรคต่อ “การปฏิรูป” และความเป็นประชาธิปไตย
ที่ต้องการหยิบยกให้เห็นก็เพราะ “บทเรียน” ทั้งหลาย ไม่ได้มีความหมายต่อการแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลยแม้แต่น้อย
ยิ่งถ้าฟังจากเสียงสะท้อนที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จัดเสวนาเรื่อง ‘ช่องโหว่กฎหมาย-การปฏิรูปสิ่งแวดล้อม?’ ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวฯ (19 มิ.ย.) ยิ่งเห็นได้ชัด
กรณี ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ ประธานสมัชชาองค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงมาตรการมีส่วนร่วมว่า การให้ประชาชนรับรู้แสดงความคิดเห็นประกอบการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และถูกรัฐบาลตัดออกไป เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เหตุผลเดียวกับการตัดการก่อตั้งองค์กรอิสระ
สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้เข้าใจการปฏิรูป และยังคงยืนยันให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องวางโครงสร้างเพื่อให้ภาคประชาชนใช้เป็นเงื่อนไข ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะยาวได้ จึงจำเป็นต้องคงไว้ซึ่งองค์กรอิสระ สมัชชาพลเมือง อันเป็นการกระจายอำนาจ ให้เกิดการมีส่วนร่วมและการจัดการในท้องถิ่นของตน
“ภาคภูมิ” มีความเห็นด้วยว่า การปฏิรูปไม่ควรอยู่ที่ปัญหาการเห็นต่าง แต่ควรอยู่ที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อันเป็นผลมาจากการแย่งชิงทรัพยากรและการปล่อยปละละเลย อันเป็นปัญหาพื้นฐานที่ไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยอำนาจพิเศษ อันเป็นการผลักภาระและผลกระทบทางมลพิษ ไปให้คนในชนบทเพื่อกำไรของภาคอุตสาหกรรม...
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องการเพียงแค่ให้รัฐ-ราชการทำงานง่าย ไม่ต้องขัดแย้งกับประชาชนในกรณีที่ต้องทำตามนโยบายของนักการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มักพ่วงด้วยผลประโยชน์มหาศาลร่วมกับกลุ่มทุน โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการวางแผน และลงทุนป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง หรือตรวจสอบได้ อย่างที่ผ่านมา ก็นับว่าน่าเศร้าใจ และไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป?
ลองคิดดูขนาดไม่มีรัฐธรรมนูญรองรับ “ทุนสามานย์” ยังทะลุทะลวงทรัพยากรของประเทศไทยจนหลายแห่งเหลือแต่ซาก หากยิ่งมีรัฐธรรมนูญรองรับและเอื้อให้เช่นนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น แทบไม่อยากคิด!!!









