วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระเบิดแล้ว! ศึกแห่งศักดิ์ศรีของ 2 ตระกูลการเมืองมะกัน

ข้อความใน social media ของคนอเมริกันประโยคนี้ถามว่า “ถ้าเจ๊ป บุช และฮิลลารี คลินตัน เป็นเพียงสองทางเลือก

สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดี ท่านจะขอย้ายไปอยู่ประเทศไหน?”

ตอนที่คำถามนี้ปรากฏใน Facebook เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ยังไม่ยืนยันว่านาย Jeb Bush น้องชายของอดีตประธานาธิบดี George W. Bush และลูกชายของอดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush จะลงสมัครรับเลือกตั้ง

แต่เมื่อค่ำวันจันทร์ (เวลาบ้านเรา) นาย John Ellis Bush (ชื่อเต็มทางการของ Jeb Bush) วัย 62 ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าเขาจะลงแข่งขันเพื่อให้ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของตระกูลบุชนี่

ประวัติศาสตร์ของ “การเมืองเรื่องวงศ์ตระกูล” ของสหรัฐฯกำลังจะเกิดขึ้นอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง

เพราะด้านหนึ่งคือสามีภรรยาที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองที่สุดของอเมริกานั่นคือ Hillary และ Bill Clinton

สามีเคยเป็นประธานาธิบดี ภรรยาเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศและสมาชิกวุฒิสภานิวยอร์ก

ตอนที่คลินตันครองทำเนียบขาวสองสมัย ฮิลลารีเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง

และถ้าเธอชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งนี้ บิล คลินตัน จะหวนกลับทำเนียบขาวในฐานะ “สุภาพบุรุษหมายเลขหนึ่ง” ของคนแรกของประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ

เพราะฮิลลารีประกาศแล้วว่าเธออาจจะไม่ใช่ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุด แต่เธอจะเป็นประธานาธิบดีหญิงอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

ถ้าเธอชนะ ฮิลลารีจะรับตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศปี 2017 ในวัย 70!

ขณะเดียวกันฝั่งตระกูลบุชก็จะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐเช่นกัน เพราะหากเจ๊ป บุช ชนะเลือกตั้ง เขาจะเป็นคนจากตระกูลนี้คนที่สามที่ได้ครองตำแหน่งทำเนียบขาว

และสามคนจากตระกูลบุชคือ พ่อตามด้วยลูกชายสองคน ซึ่งยังไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเมืองของอภิมหาอำนาจนี้

กลายเป็นว่าสหรัฐที่อ้างความภาคภูมิที่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่สุดของโลก ไม่มีการเล่นเส้นเล่นสาย ไม่มีการใช้อิทธิพลของเครือญาติ กำลังจะเห็นการเมืองผัว-เมียและพ่อลูกกับพี่น้องในระดับชาติอย่างเต็มตัว

เจ๊ป บุช  บอกว่าที่เขาเสนอตัวเป็นผู้นำของประเทศครั้งนี้ก็

เพราะ “สหรัฐควรได้อะไรดีกว่านี้” (America deserves better) และประกาศว่าจะจัดการให้การเมืองวอชิงตันพ้นสภาพการเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของรัฐบาลและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ

แน่นอนว่า เจ๊ป บุช รู้ว่าจุดแข็งที่สุดและจุดอ่อนที่สุดของเขาคือการมีนามสกุลบุชนี่แหละ เขาจึงเริ่มคำประกาศ (โดยมีคุณแม่ Barbara ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ แต่พ่อและพี่ที่เคยเป็นประธานาธิบดีมาก่อนไม่ปรากฏตัว) ว่าไม่มีใครควรได้ตำแหน่งนี้เพราะเหตุแห่งประวัติ, พรรค, อาวุโสหรือครอบครัว

“It’s nobody’s turn. It’s everybody’s test.”

หมายความว่าตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของประเทศไม่ใช่เป็นเรื่องของ “ถึงคิวฉันแล้ว” แต่มันเป็นการทดสอบสำหรับทุกคนที่อาสาตนมารับใช้บ้านเมือง

เจ๊ป บุชเป็นผู้ว่ารัฐฟลอริด้าสองสมัย ผลงานที่โดดเด่นคือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจระดับกลางและเล็ก

“ผมทำสำเร็จในรัฐฟลอริด้ามาแล้ว ผมมั่นใจว่าผมทำในระดับประเทศได้” เขาบอกอย่างมั่นใจและท้าทายผู้สมัครคนอื่นในพรรครีพับลิกันเช่นวุฒิสมาชิก Ted Cruz ของเท็กซัสและ Rand Paul แห่งเคนตั๊กกี้

คู่แข่งจากรัฐเดียวกันของเขาคือ วุฒิสมาชิก Marco Rubio และผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินที่ชื่อ Scott Walker ซึ่งต่างก็มีฐานเสียงของตนเหมือนกัน

เพียงแต่ว่าเจ๊ป บุชดังกว่าใครคนอื่นเพราะนามสกุลบุชนี่แหละ

เจ็ป บุช รู้ดีกว่าจะต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ฉีกไปจากตระกูลบุช เพื่อไม่ตกเป็นเป้าโจมตีว่านี่เป็น “การเมืองเรื่องครอบครัว”

โลโก้หาเสียงของเขาข้อความสั้น ๆ ว่า Jeb! โดยไม่มีคำว่า Bush ตามมาเพื่อต้องการจะบอกกล่าวกับชาวมะกันว่าเขาคือตัวเขาเอง ที่สร้างผลงานในฐานะผู้ว่าฯรัฐฟลอริด้ามาตลอดนั้นเป็นฝีมือของตนเอง ไม่เกี่ยวกับว่าพ่อหรือพี่เคยเป็นใหญ่ในทำเนียบขาวแต่อย่างใด

นักวิพากษ์การเมืองบางคนบอกว่าแทนที่จะเป็น Jeb! น่าจะเป็น Jeb?

แปลว่าลูกชายและน้องชายคนนี้ยังต้องตอบคำถามของผู้มีสิทธิออกเสียงมะกันอีกไม่น้อย

เหตุเพราะคู่แข่งคนสำคัญของเขาไม่ได้อยู่ในพรรค หากแต่เป็นผู้หญิงเก่งจากพรรคคู่แข่งที่ชื่อ Hillary Clinton

อย่างไรก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่านี่คือศึกแห่งศักดิ์ศรีของสองตระกูลดังทางการเมืองของสหรัฐนี่เอง

วันก่อน ผมเห็นโพลที่นั่น ถามว่าระหว่างฮิลลารีกับบุช ใครควรจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ผลการสำรวจความเห็นให้ฮิลลารี 51% ให้เจ๊ป 43%

แต่ราตรียังยาวนัก ศึกหาเสียงเพิ่งจะเริ่มต้น อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้