กรมชลประทานรายงานสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักเข้าข่ายวิกฤติ
4 เขื่อนหลักอันประกอบไปด้วย ภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ แควน้อยบำรุงแดน ที่มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การอุปโภคบริโภค การขับไล่น้ำเค็ม และการเพาะปลูกในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา
4 เขื่อนหลักนี้ช่วงต้นฤดูฝน กรมชลประทานสามารถเก็บน้ำได้ 3,800 ล้านลบ.ม. เริ่มระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. วันละ 62 ล้าน ลบ.ม. แต่เมื่อฝนไม่ตกลงมา น้ำไม่ไหลลงเขื่อนเลย โดยเฉพาะภูมิพล แม้สิริกิติ์ จะมีน้ำไหลลงอ่างบ้างแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในปริมาณที่น้อย
ต้องลดปริมาณการระบายน้ำให้เหลือวันละ 35 ล้านลบ.ม. ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอต่อทุกกิจกรรมใน 40 วันข้างหน้า ที่คาดว่าจะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่เมื่อพ้น 40 วันแล้ว การปล่อยน้ำยังจะมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อการอุปโภคบริโภคและผลักดันน้ำเค็ม
ว่ากันชัดๆ มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักเหลืออยู่รวม1,338 ล้าน ลบ.ม. เป็นเขื่อนภูมิพล 400 ล้านลบ.ม. หรือ 4%ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 764 ล้านลบ.ม. หรือ 11%ของความจุอ่าง เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ87 ล้านลบ.ม. หรือ 10%ของความจุอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 87 ล้านลบ.ม. หรือ 9%ของความจุอ่าง
มีอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำในอ่างน้อยกว่า 30%ที่ต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารจัดการ อย่างแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่ใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. หรือ 8%ของความจุอ่าง กิ่วคอหมา 42 ล้านลบ.ม. หรือ 26%ของความจุอ่าง ห้วยหลวง 22 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17%ของความจุ
อ่างน้ำพุง 27 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17%ของความจุอ่าง ลำปาว 379 ล้าน ลบ.ม. หรือ 20%ของความจุอ่าง ลำตะคอง 61 ล้าน ลบ.ม. หรือ 21%ของความจุอ่าง ลำพระเพลิง 28 ล้านลบ.ม. หรือ 26%ของความจุอ่าง ขุนด่านปราการชล 14 ล้านลบ.ม. หรือ 6%ของความจุอ่าง คลองสียัด 20 ล้าน ลบ.ม. หรือ 5%ของความจุอ่าง บางพระ 16 ล้าน ลบ.ม. หรือ 15%ของความจุอ่าง และปราณบุรี 64 ล้านลบ.ม. หรือ 17%ของความจุอ่าง
สะท้อนภาพวิกฤติภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงยาว ไม่ต้องมองไกลไปถึงน้ำใช้ในภาคเกษตร เอาเฉพาะน้ำที่บริโภค ไล่น้ำเค็ม ผลิตน้ำประปา ก็ส่อเค้ามีปัญหา
บางจังหวัดเริ่มเห็นภาพแย่งชิงน้ำมีการนำอุปกรณ์ไปกั้นคลองชลประทานหรือบึง คลอง ให้น้ำไหลเข้าชุมชนตัวเอง เพราะบางที่บางแห่งปลูกข้าวไปแล้ว ไม่มีน้ำข้าวก็แห้งตายชีวิตชาวนาไม่ปลูกข้าวก็ไม่รู้ทำอะไร แม้บางครั้งจะรู้ว่าปลูกไปแล้วทางการก็ไม่ปล่อยน้ำมาให้
น้ำไม่ได้ใช้เฉพาะภาคการเกษตร การอุปโภค บริโภคอย่างเดียวแต่ยังใช้ในการผลิตไฟฟ้า เมื่อไม่มีน้ำในการผลิตไฟฟ้า ก็ต้องหันไปหาวิธีผลิตจากน้ำมันเตา ดีเซล ก๊าซ นั่นหมายถึงทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือกฟผ.ประเมินว่า เป็นเพียงก้าวแรกของปรากฎการณ์เอลนีโญเท่านั้น ภาวะภัยแล้ง ขาดน้ำเช่นนี้จะอยู่กับเราไปอีก 3 ปีและนี่เป็นแค่ปีแรก
แม้ฤดูฝนจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ปริมาณฝนตกในเขื่อนน้อยกว่าค่าปกติ 55 %ในภาคเหนือ และน้อยกว่า 69 % ในภาคกลาง ส่งผลให้ไม่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพลน้อยที่สุดในรอบ51ปี หรือตั้งแต่มีการเก็บกักน้ำมา
ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ แม้จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนบ้างแต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากถึง 46% ลดลงในระดับวิกฤต
อนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ได้ขอให้เกษตรกรชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อนจนกว่าจะมีฝนตกชุกตามปกติ และให้ปรับลดการใช้น้ำจากเขื่อนทั้ง4ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลง เพื่อประคองปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ให้สามารถระบายเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ เพียงพอในช่วง40วันหรือจนกว่าจะมีปริมาณฝนธรรมชาติเพียงพอ
ด้านหนึ่งในพื้นที่กทม.และปริมณฑล เราเผชิญกับฝนที่ตกลงมาเพียงเล็กน้อย แต่กลับเผชิญภาวะน้ำท่วมในทันที จนกลายเป็นความเคยชินที่เจ็บปวดของชาวกทม.ไปแล้ว เราไม่เคยเห็นการบริหารจัดการล่วงหน้า นอกจากโอดครวญขอความเห็นใจผู้คนที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งน้ำแล้งซ้ำซากและน้ำท่วมจนชิน นอกจากธรรมชาติแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบที่ล้มเหลว
รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ยังมีเวลาในการจัดระบบ วางแผนและเริ่มลงมือบริหารให้ได้ดีกว่านี้






