วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การทำประมงอย่างยั่งยืน : ทางเลือกเดียวของการปฏิรูปประมงไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลประมาณ 2,600 กม.การทำประมงและการจับปลาเป็นอาชีพพื้นเมือง

ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของชาวประมงไทยกว่า 8 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือประมงขนาดเล็ก แต่ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประมงไทยได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ประเทศไทยกลายเป็นประเทศผู้ผลิต แปรรูป เพื่อการส่งออกสินค้าประมงและอาหารทะเลอันดับต้นๆ ของโลก ส่งผลให้รูปแบบการทำประมงตามวิถีแบบเดิมๆ ต้องปรับเปลี่ยนไปให้ก้าวทันกับอุปสงค์ของธุรกิจและอุตสาหกรรมประมงไทย ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

หากมองความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบัน Fishery GDP ของไทยมีมูลค่าประมาณ 3,285 ล้านยูโร หรือประมาณ 1.14 แสนล้านบาท (11,4975 ล้านบาท) ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและแปรรูปสินค้าอาหารทะเลและประมง (รวมทั้งสินค้าสัตว์น้ำที่จับในทะเล และสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง) อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี การส่งออกสินค้าประมงและอาหารทะเล (รวมทั้งสินค้าสัตว์น้ำที่จับในทะเล และสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยง) เป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณร้อยละ 1.5 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และช่วยสร้างงานในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้คนไทยอีกหลายล้านคน

แน่นอนอุตสาหกรรมประมงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่อย่าลืมว่า ในขณะที่เรามุ่งผลักดันเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและเป้าการส่งออก แต่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสังคมของนโยบายดังกล่าวต้องไม่ถูกละเลย และที่สำคัญ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมควรได้รับการพัฒนาให้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการกำหนดนโยบายประมงของประเทศ เพื่อสร้างความสมดุลของด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง

การปฏิรูปเชิงโครงสร้างนโยบายประมงไทย

ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมประมงไทยพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และการทำประมงมีความซับซ้อนขึ้น แต่นโยบายประมงของไทย รวมทั้งกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ของไทยเพื่อควบคุมและดูแลการทำประมงของไทยยังพัฒนาตามไปไม่ค่อยทัน แม้ล่าสุดได้มีข่าวดีที่พระราชบัญญัติการประมงฉบับใหม่ได้ประกาศใช้แล้วในปี 2558 นี้ แต่ต้องยอมรับว่ายังมีปัญหาด้านการประมงอื่นๆ ที่ต้องการมาตรการแก้ไขแบบยกเครื่องทั้งระบบ และเรื่องการทำประมงผิดกฎหมายก็เป็นหนึ่งในเรื่องหลัก

ภาคประมงไทยยังกำลังเผชิญปัญหาอีกหลายอย่าง อาทิ การทำประมงเกินขนาด มีเรือประมงจำนวนมากที่ไล่ล่าจับสัตว์น้ำในทะเลที่มีปริมาณลดลง ปัญหาทรัพยากรทางทะเลเสื่อมโทรมทั้งในอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน รวมทั้งการทำประมงและชาวประมงมีรายได้ลดลง ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเติบโตขึ้น และปัญหาด้านแรงงานอื่นๆ ปัญหาเหล่านี้จริงๆ ไม่ต้องรอให้ต่างประเทศมาเตือน แต่ไทยต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้กำลังส่งผลให้สถานะทรัพยากรทะเลของไทยถูกทำลาย ซึ่งไทยต้องการการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของนโยบายประมงไทยอย่างเร่งด่วนและจริงจัง และต้องเป็นการปฏิรูปเพื่อสร้างความสมดุลของเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมของนโยบายประมงไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ที่ผ่านมาเราอาจจะมุ่งเป้าหมายการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมากเกินไป จนลืมไปว่าแท้จริงแล้ว ปลาและสัตว์น้ำในทะเลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จับและเกิดขึ้นใหม่ได้ แต่จะหมดไปหากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรปลาและควบคุมดูแลการจับปลาอย่างยั่งยืน ดังนั้น หากไทยไม่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการทำประมงอย่างยั่งยืนอย่างจริงจัง โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดนโยบายที่ดี และกำหนดมาตรการต่างๆ ซึ่งต้องมีการปรับใช้ในภาคประมงอย่างจริงจัง เราอาจไม่มีปลาและสัตว์น้ำเหลือให้จับ แล้วภาคประมงไทยจะอยู่อย่างยั่งยืนได้อย่างไร

สังเกตง่ายๆ แต่ก่อนมีปลาทะเลและสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์มาให้รับประทานมากมาย แต่ผ่านไปไม่ถึง 10-20 ปี เดี๋ยวนี้เหลือแค่ไม่กี่ชนิด ปลาในท้องทะเลของไทยจะยังมีเหลืออยู่อีกมากน้อยแค่ไหน มีใครตอบได้บ้าง ลูกหลานของเราจะมีโอกาสได้กินปลาที่จับในทะเลไทยในอนาคตหรือไม่ อาชีพประมงยังเป็นอาชีพสำหรับคนรุ่นลูกรุ่นหลานของเราอีกต่อไปหรือไม่

ทางเลือกเดียวคือการทำประมงอย่างยั่งยืน

ปลาว่ายน้ำแบบไม่มีพรมแดน ทำให้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลไม่ใช่ภาระหน้าที่ของประเทศไทยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องสากลที่นานาประเทศต้องร่วมกันดำเนินการ สหภาพยุโรปหรืออียูมองว่า ทุกประเทศมีส่วนรับผิดชอบในการร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและทรัพยากรปลา ดังนั้น การต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมายหรือประมง IUU จึงเป็นเป้าหมายสากล

อียูติดตามการดำเนินการของไทยในเรื่องนี้มาสักระยะ และได้ตัดสินใจให้ “ใบเหลือง” เกี่ยวกับการทำประมงผิดกฎหมายหรือ IUU แก่ประเทศไทยไปเมื่อเดือนเมษายน 2558 ส่งผลให้ไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาในภาคประมงดังกล่าว โดยการปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบอย่างจริงจัง ก่อนที่จะถูกระงับการส่งออกสินค้าประมงที่จับโดยเรือประมงไทยไปอียู (เน้น ปัจจุบันยังไม่มีการระงับการนำเข้า) และอาจส่งผลกระทบด้านการค้าและการส่งออกสินค้าไทยไปอียูในอนาคต

ใบเหลืองจากอียูนับเป็นแรงผลักดันที่จะทำให้ฝ่ายไทย เร่งเดินหน้าการปฏิรูปนโยบายประมงไทย เพื่อมุ่งเป้าหมายของการทำประมงอย่างยั่งยืน แต่ก่อนอื่นเราต้องปรับมุมมองเสียใหม่ว่า การมุ่งปฏิรูปนโยบายประมงไทยครั้งนี้ ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อทำตามข้อเสนอแนะของอียูเท่านั้น (เพื่อให้ค้าขายและส่งออกไปอียูได้) แต่เราต้องมองเป้าหมายหลักเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลซึ่งเป็นของส่วนรวม และการมีนโยบายประมงที่มีความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อความยั่งยืนของไทยเป็นสำคัญ

อันที่จริง อียูได้ลองผิดลองถูกกับนโยบายด้านประมงของตน ผ่านการปรับใช้นโยบายประมงร่วมของอียูมาหลายปี ในปี 2557 อียูได้ปรับปรุงนโยบายประมงร่วมใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การประมงที่ยั่งยืนทั้งทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีแนวคิดง่ายๆ ดังนี้ 1) การจับปลาอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดสต็อกปลาที่อุดมสมบูรณ์ (healthier fish stocks) 2) สต็อกปลาที่มีความอุดมสมบูรณ์ก่อให้เกิดการจับปลาที่ได้ปริมาณที่มากขึ้น 3) การจับปลาที่ได้ปริมาณที่มากขึ้นก่อให้เกิดรายได้ที่มากขึ้นแก่ชาวประมงผู้จับปลา 4) รายได้ที่มากขึ้น หมายถึงการก่อให้เกิดการสร้างงานที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชมชายฝั่งทะเล อียูจึงพยายามถ่ายทอดแนวคิดการประมงที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย

ไทยอาจลองนำแนวคิดและข้อเสนอแนะบางอย่างของอียูและองค์กรสากลต่างๆ มาปรับใช้ แต่ที่แน่นอน เราย่อมต้องรู้ดีที่สุดว่า มาตรการประมงแบบไหนจะเหมาะสมกับสถานการณ์ประมงของไทย ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงในภาคประมงครั้งนี้ ต้องเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระบบอย่างแท้จริง เพื่อกำหนดนโยบายประมงไทยแนวใหม่ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของภาคประมงไทยในอนาคต

 

---------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd