วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สี จิ้นผิงปรับ, ออง ซาน ซูจีก็ต้องเปลี่ยน

ภาพนี้สร้างประวัติศาสตร์ฉากใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรก ที่ผู้นำฝ่ายค้านและนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพม่า อย่าง ออง ซาน ซูจี

 ไปเยือนจีนแล้ว ก็ยังเป็นการตอกย้ำถึงการปรับเปลี่ยนแนวทาง นโยบายต่างประเทศของจีนอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง

ปักกิ่งกำลังจะบอกกับชาวโลกว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนพร้อมจะลู่ตามลม แห่งความผันแปรทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ยืนยันจะคบหากับเฉพาะคนที่คิดและอ่านไปทางเดียวกับตนเองเท่านั้น

แต่ก่อนจีนไม่พูดคุยหรือสังสรรค์กับฝ่ายค้านของประเทศอื่น จะคบหาก็แต่ผู้กุมอำนาจรัฐเท่านั้น อีกทั้งหากใครมีจุดยืนการเมืองที่แตกต่างไปจากตน, จีนก็จะไม่แสดงตนว่าพร้อมจะเจรจาหาทางสร้างสัมพันธ์ด้วย

กรณีเชิญออง ซาน ซูจีมาเยือนจีนอย่างเป็นทางการ 5 วันและให้พบปะกับทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงแม้จะเป็นการเยือนแบบ “พรรคต่อพรรค” เป็นการตอกย้ำถึงการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญของจีน

เพราะจีนเข้าใจแล้วว่าอิทธิพลทางการเมืองของทุกประเทศนั้น มิได้อยู่กับฝ่ายกุมอำนาจรัฐหรือที่เป็นรัฐบาลเท่านั้น หากแต่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ รวมถึงฝ่ายค้าน และผู้ที่ไม่เห็นพ้องกับรัฐบาลก็มีความสำคัญไม่น้อย

ความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้เริ่มมีให้เห็นเมื่อปักกิ่ง เชิญตัวแทนจากลิเบียเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2011 หลังจากนั้นก็ส่งเทียบเชิญไปยังผู้นำฝ่ายค้านของญี่ปุ่น, ซีเรีย, และไต้หวัน

นักข่าวฝรั่งตั้งข้อสังเกตว่าตอนที่สี จิ้นผิงในฐานะรองประธานาธิบดีมาเยือนไทยเมื่อปี 2011 เขาก็ขอพบกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ขณะนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านอยู่

กรณีพม่ายิ่งมีความจำเป็นสำหรับผู้นำจีนที่จะต้องยื่นมือพูดคุยกับออง ซาน ซูจีและพรรค NLD ของเธอ เพราะการเลือกตั้งครั้งใหม่กำลังจะมีขึ้นในปลายปีนี้ และไม่ว่าออง ซาน ซูจีจะได้เป็นประธานาธิบดีหรือมีตำแหน่งทางการเมืองอะไร เธอและพรรคของเธอก็จะมีอิทธิพลสูงในแวดวงการเมือง

ทุกโครงการใหญ่ๆ ของจีนในพม่าต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และยิ่งการเมืองพม่าเปิดกว้างขึ้น, เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของจีนในพม่าก็จะดังขึ้น ยิ่งสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น มีกิจกรรมคึกคักในพม่ามากขึ้น ก็ยิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จีนจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับทุกกลุ่มการเมือง

การคบหาแต่เพียงผู้นำรัฐบาลและผู้กุมอำนาจรัฐอย่างที่จีนทำมาตลอดไม่อาจจะปกป้องผลประโยชน์ของจีนได้อีกต่อไป

อิทธิพลของจีนในพม่าที่เคยมีอยู่อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางสมัยรัฐบาลทหารภายใต้การนำของนายพลตานฉ่วยกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคู่รักคู่แค้นของจีนเช่นสหรัฐฯและญี่ปุ่นก็เข้าไปทำโครงการหลายด้านในพม่าเช่นกัน

หากจีนขืนยังดำเนินนโยบายต่างประเทศเหมือนก่อนเก่า ก็จะกลายเป็นไดโนเสาร์ในยุคดิจิทัลทันที

ความขัดแย้งตรงชายแดนระหว่างจีนกับพม่าจนถึงขั้นมีการประท้วงจากจีน เพราะเครื่องบินรบพม่าถล่มชนกลุ่มน้อยโกก้าง ไปทำให้คนจีนตายไปอย่างน้อย 5 คนเมื่อเร็วๆ นี้ยิ่งทำให้ผู้นำจีนต้องลงมาสานสัมพันธ์ มิให้เรื่องระหองระแหงเล็ก ๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ในวันข้างหน้า

วันนี้ จีนยังเป็นนักลงทุนต่างประเทศในพม่าใหญ่ที่สุด ประเมินกันว่ามีอยู่ไม่น้อยกว่า 30% ของทั้งหมด

แต่เมื่อมีการระงับโครงการเขื่อน Myitsone เพราะมีเสียงคัดค้านจากหลายกลุ่มเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขการก่อสร้าง บรรยากาศการลงทุนในพม่าของจีนก็เสื่อมทรามลง จำนวนโครงการใหม่ของจีนในพม่าลดลงอย่างฮวบฮาบ ขณะเดียวกับที่รัฐบาลของประธานาธิบดีเต็งเส่ง ก็ต้องการจะถ่วงดุลแห่งอำนาจด้วยการเชื้อเชิญญี่ปุ่น และเกาหลีใต้และยุโรปมาลงทุนในโครงการใหม่ ๆ ทั้งหลายอย่างคึกคักยิ่งขึ้น

สำนักข่าวซินหัวของจีนบอกว่าในการพบปะกันเมื่อวันพฤหัสบดี, ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเรียกร้องให้ออง ซาน ซูจีและพรรคของเธอ “มีบทบาทสร้างสรรค์” ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้านพม่าก็ยืนยันว่าเธอเห็นพ้องว่าสองประเทศจะต้องเดินหน้าสร้างความเป็นมิตรต่อกันต่อไป

แน่นอนว่าในแนวทางการทูตนั้น ภาษาดอกไม้เป็นเรื่องที่คาดหวังอยู่แล้ว แต่ลึก ๆ แล้วต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่ามีเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องนั่งลงจับเข่าคุยกันระหว่างจีนกับพม่า ทั้งในระดับรัฐบาลและพรรคต่อพรรคอีกมากมายหลายเรื่องนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อเสนอว่าฝ่ายทหารพม่า จะเสนอให้เธอมีตำแหน่งในรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง แม้จะไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้เธอได้เป็นผู้นำสูงสุดทางการเมืองก็ตาม

ไม่เพียงแต่สี จิ้นผิงเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนท่าทีต่อพม่า, ออง ซาน ซูจีก็ดูเหมือนจะต้องปรับท่าทีของตนต่อคู่แข่งและคู่กรณี ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย