วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มรดกบาป

ปลายเดือนที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก และร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (หรือภาษีการรับให้)

และพร้อมจะบังคับใช้ภายใน 180 วัน หลังจากร่างดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและสนับสนุนการจัดเก็บภาษีดังกล่าว การผ่านร่างนี้ได้รับคำชมเชย เพราะเป็นการออกกฎหมายที่กล้าหาญ เนื่องจากไม่สามารถออกได้ในห้วงการเมืองปกติ เพราะจะมีเสียงคัดค้านมากและกระทบคะแนนเสียง

ในส่วนของรัฐบาลชุดนี้ อาจกล่าวได้ว่า แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ภาครัฐโดยกระทรวงการคลังก็สามารถหาทางรอมชอมได้ โดยเพิ่มเพดานการเสียภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท โดยให้เสียภาษี 10% ของทรัพย์มรดกที่ได้รับ แต่หากผู้รับเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน ให้เสียภาษี 5% ในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเช่นกัน

ขณะที่ในส่วนของภาษีการรับให้นั้น ได้กำหนดอัตราจัดเก็บไว้ที่ 5% ยกเว้นในสามกรณี กรณีแรกและกรณีที่สองคือ หากเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้กับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือหากเป็นการโอนเงินจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ให้ยกเว้น 20 ล้านบาทแรกทั้งสองกรณี และ กรณีที่สาม หากเป็นการโอนเงินตามขนบธรรมเนียม จาก บุคคลที่มิใช่ บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส ให้ยกเว้น 10 ล้านบาทแรก

ดังนั้น หากมีการให้เกินจำนวนอัตราที่กฎหมายกำหนดยกเว้น ผู้รับจะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกินในอัตรา 5% ทุกกรณี

แม้กฎหมายนี้จะมีแนวคิดที่ดีและมีผู้ชื่นชอบเป็นจำนวนมาก แต่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยและเห็นว่าผลที่ได้จากกฎหมายนี้จะไม่คุ้มเสีย โดยมีเหตุผลดังนี้

หนึ่ง การบังคับใช้ภาษีดังกล่าว จะทำให้เกิดการบิดเบือนความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ใช้ในการเก็บสะสมและสืบทอดความมั่งคั่ง จากสินทรัพย์ที่สามารถติดตามได้โดยง่าย เช่น ที่ดิน เงินฝากธนาคาร กองทุนต่างๆ หุ้น และพันธบัตร ไปยังสินทรัพย์ที่สามารถติดตามได้ยากกว่า เช่น ทองคำและอัญมณี รวมถึงอาจทำให้เกิดการไหลออกของเม็ดเงินไปซื้อสินทรัพย์นอกประเทศที่ติดตามได้ยากเช่นกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ เป็นต้น

เม็ดเงินที่ไหลออกจากภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในตลาดเงินตลาดทุนนั้น อาจเป็นส่วนสำคัญที่ลดทอนศักยภาพในการเจริญเติบโตของตลาดเงินตลาดทุนไทย ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นว่าการระดมทุนผ่านภาคการเงิน (เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ หุ้นทุน และอื่น ๆ) ยังเป็นการระดมเพื่อนำไปก่อให้เกิดผลผลิตในอนาคต ขณะที่สินทรัพย์ที่ติดตามยาก เช่น ทองคำและอัญมณีนั้น อาจกล่าวได้ว่ามีประโยชน์ส่วนใหญ่เพียงเพื่อเก็งกำไรและสั่งสมความมั่งคั่งเท่านั้น

สอง การเก็บภาษีดังกล่าว อาจลดแรงจูงใจของประชาชนในการประกอบอาชีพ รวมถึงลดการออมเพื่อลูกหลานลง และอาจทำให้การออมในภาพรวมของทั้งประเทศลดลง โดยจากประสบการณ์ของบางประเทศที่เคยเก็บภาษีดังกล่าวและยกเลิกไป เช่น ออสเตรเลียและแคนาดา (รวมถึงกำลังจะยกเลิกในสหรัฐ) พบว่าการเก็บภาษีดังกล่าว นอกจากจะเป็นความซ้ำซ้อนในการเสียภาษีแล้ว (เสียภาษีรายได้แล้วและมาเสียภาษีมรดกอีกครั้ง) การเก็บภาษียังลดแรงจูงใจของเจ้าของมรดกในการทำงานลง กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเป็นการกระตุ้นให้เจ้าของธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลาง-เล็ก เกิดการขายกิจการแทนที่จะยกให้ลูกหลาน รวมถึงจะไม่อยากขยายกิจการมากนัก (เพราะไม่อยากเสียภาษีหากต้องยกให้บุคคลอื่น) ทำให้กิจการไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และทำให้ประเทศในองค์รวมขาดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศที่มิได้มีการจัดเก็บ

สาม ภาษีดังกล่าวมิได้ลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมิได้เป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ภาษีนี้จะทำให้ผู้ประกอบอาชีพวางแผนภาษี เช่น นักกฎหมายหรือนักบัญชีร่ำรวยยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ที่ร่ำรวยจะจ้างเพื่อทำการวางแผนจัดการทรัพย์มรดกให้เสียภาษีน้อยที่สุด

นอกจากนั้น ยังเป็นการทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้/ความมั่งคั่งระดับปานกลางจะต้องขายทรัพย์มรดกที่ได้มาเพื่อนำเงินมาเสียภาษี (หรือต้องกู้ยืมเงินหากไม่สามารถขายสินทรัพย์ได้ทัน) ขณะที่ผู้มีรายได้สูงมากๆ จะยังสามารถจ่ายภาษีได้โดยไม่ต้องขายทรัพย์สิน (รวมถึงสามารถจ้างนักวางแผนภาษีที่เชี่ยวชาญให้จ่ายได้น้อย) ทำให้ช่องห่างของความมั่งคั่งก็จะมีมากขึ้น

สี่ ในแง่รายได้ของรัฐ เป็นที่ทราบกันดีว่าภาษีมรดกมิได้เป็นแหล่งเงินได้หลัก การคาดการณ์เบื้องต้นของกระทรวงการคลังพบว่า จะมีได้รายได้ประมาณ 5-6 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งน้อยกว่าภาษีจากฐานการบริโภค (เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่ได้เกือบ 7 แสนล้านบาทต่อปี นอกจากนั้น การจัดเก็บภาษีมรดกยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ (เช่น การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ การขึ้นทะเบียน) ซึ่งมีการประมาณการว่า ค่าใช้จ่ายอาจมีมูลค่าใกล้เคียงจากรายรับจากการจัดเก็บภาษี

ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่รวมผลข้างเคียงจากการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านการลดแรงจูงใจในการออมเงิน ลดแรงจูงใจในการขยายกิจการ และทำให้ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นระหว่างผู้ร่ำรวยมากๆ และผู้อื่นในสังคมให้ห่างกันมากขึ้นด้วย

ผู้เขียนเห็นว่า หากเหตุผลหลักในการจัดเก็บภาษีมรดกคือเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แล้วทางแก้ที่ดีที่สุดคือ ให้โอกาสกับชนชั้นล่างในการเข้าถึงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข เพื่อให้มีโอกาสได้แข่งขันกับชนชั้นอื่นในสังคมได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของประเทศในอนาคต ดังนั้น การยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศให้ดีขึ้น ทั้งทางด้านการศึกษา สังคม และเศรษฐกิจ ย่อมดีกว่าที่จะจำกัดและลดแรงจูงใจในการออมทรัพย์ของชนชั้นกลาง อันจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

หากทำให้ผู้ทำมาหาเลี้ยงอย่างสุจริตรู้สึกผิดบาป เมื่อนั้นระดับการออมของชาติก็จะลดลง และผู้ที่จะได้รับบาปนั้นในระยะยาวก็คือลูกหลานของเราชาวไทยนั่นเอง หาใช่ใครไม่

-------------------------------

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่