บางคนวิเคราะห์ว่าเมื่อรัฐบาล นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งยกเลิกหนังสือเดินทางคุณทักษิณ ชินวัตร
ตามมาด้วยกระบวนการถอดยศ และอาจจะมีการฟ้องมาตรา 112 ตามมา จากคำให้สัมภาษณ์ที่เกาหลีใต้ ก็อาจจะทำให้ความพยายาม “ปรองดอง” แห่งชาติมีอันต้องล่มสลายไป
ผมไม่เห็นเช่นนั้น และไม่คิดว่าควรจะเป็นอย่างนั้น
เพราะสิ่งทีเรียกว่า “ปรองดอง” ของขั้วอำนาจทางการเมือง กับการ “สมานฉันท์” ระหว่างประชาชนไม่ควรจะเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขาด
หากเราในฐานะเป็นประชาชนเต็มขั้น สามารถถูกกลุ่มการเมืองที่มีผลประโยชน์เฉพาะตน กระชากลากถูไปเป็นพวก ถูกล้างสมองได้ง่าย ๆ ให้รักให้เกลียดคนอีกกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะมีความเห็นต่างกันบ้างในบางเรื่อง เราก็ไม่อาจเรียกตัวเองเป็น“พลเมือง” ได้เต็มภาคภูมิ
ใครจะชอบคำนี้หรือไม่ก็ตาม ผมยังเชื่อว่า “พลเมือง” กับ “ประชาชน” และ “บุคคล” มีความหมายที่แตกต่างกัน และท้ายที่สุดทุกคนควรจะช่วยกันสร้าง “พลังแห่งพลเมือง” ในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง โดยไม่ถูกกลุ่มผลประโยชน์ใด ใช้เราเป็นเครื่องมือในการต่อรองเพื่อการสร้างความได้เปรียบของฝ่ายนั้น
ความ “ปรองดอง” ของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าที่จะยอมให้เป็นเรื่องของรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
การสร้างความ “สมานฉันท์” ในชาติมีความสำคัญกว่าเพียงแค่ว่านายกฯปัจจุบันกับอดีตนายกฯ มีเรื่องที่จะต้องต่อรองกัน หรือมีคดีทางกฎหมายที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าใครผิดใครถูก
จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่คนไทยจะต้อง “ข้ามพ้น” ความขัดแย้งของกลุ่มอำนาจวันนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการสร้างความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมือง เคารพในความเห็นต่าง ตอกย้ำความเป็นคนไทยร่วมชะตากรรม และสร้างเสริมคุณภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคนไทยรุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ ไป
หนึ่งปีที่ผ่านมา เรายังไม่เห็นการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ตั้งหลายกลุ่มเพื่อการนี้ยังไม่ได้มีผลงานเป็นรูปธรรมชัดเจน อาจเพราะเรายังติดกับดักของคำว่า “ปรองดอง” ในความหมายที่จะต้องเกี่ยวโยงกับทักษิณ ชินวัตร หรือกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จนไม่อาจแยกแยะจากความปรองดองของประชาชนได้
ความจริงคำว่า “ปรองดอง” ของกลุ่มผลประโยชน์การเมืองไม่ใช่เป็นความ “สมานฉันท์” ที่แท้จริง เหตุเพราะเมื่อการเมืองพูดถึงการอยู่ร่วมกันนั้น เขาหมายถึงอำนาจต่อรองของตนกับอีกกลุ่มหนึ่ง หากผลประโยชน์สอดคล้องต้องกัน หรือไม่ขัดกันในช่วงใดช่วงหนึ่ง ก็อาจจะเรียกว่าเป็นการ “ปรองดอง” แต่ทันทีที่ผลประโยชน์ขัดกัน ก็จะเกิดอาการฟาดฟันขึ้นมาได้
แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่อาจถือว่าความปรองดองของประชาชน คือความปรองดองของนักการเมือง ตรงกันข้าม คนไทยต้องเลิกคิดจะพึ่งพานักการเมืองมาสร้างความปรองดองให้กับประชาชน
บ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้อยู่ที่ประชาชนเอง ที่จะต้องสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ที่นำไปสู่ความสมานฉันท์ที่ยั่งยืน เพราะผลประโยชน์ของพลเมืองไทยเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือการสร้างพลังของประเทศในทุก ๆ ด้านเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งให้กับทุกคน ทุกชุมชน ซึ่งก็ย่อมหมายถึงการสร้างพลังให้กับประเทศชาติเป็นส่วนรวม
เราหวังพึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อสร้างความปรองดองที่แท้จริงไม่ได้ และเราต้องไม่เชื่อว่าเราจะปรองดองได้ต่อเมื่อกลุ่มการเมือง “เกี้ยเซี้ย” กันได้เท่านั้น
เพราะปรองดองการเมืองคือเรื่องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่ปรองดองของพลเมืองคือผลประโยชน์ทั้งสังคม









