แต่ก่อนมีคนบอกว่าถ้าอเมริกาจาม เอเชียก็จะเป็นหวัด วันนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นว่าถ้าจีนจาม ไทยก็จะเริ่มจับไข้
คุณอลิศรา มหาสันทนะ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสแรกชะลอตัวลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาสต่อ ๆ ไป เพราะแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างใหม่ของเศรษฐกิจจีนยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะบรรลุเป้าหมาย
ท่านบอกด้วยว่าแนวโน้มของจีนอย่างนี้ จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการขยายตัว ของการส่งออกของไทยไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าเศรษฐกิจจีนจะผ่านการยกระดับปฏิรูปโครงสร้างเสร็จและกลับมาโตอย่างยั่งยืน อาจต้องใช้เวลาจนถึงปี 2570
นอกจากนี้ คุณอลิศรา ยังบอกว่าในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีนนั้น ยังมีแนวทางที่จีนจะผลิตสินค้าเองเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อจำนวนการนำเข้าสินค้าส่งออกของไทยในอนาคต
จึงเตือนมายังผู้ผลิตและส่งออกไทยต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้
ตัวเลข 3 เดือนแรกของปีนี้ ส่งออกของไทยไปจีนติดลบ 14.4% เป็นการติดลบต่อเนื่อง โดยเดือนมกราคมติดลบ 19.7% กุมภาพันธ์ติดลบ 15.1% และมีนาคมติดลบ 8.3%
มีแนวโน้มว่าจะติดลบต่อเนื่องไปถึงเดือนเมษายน
สินค้าส่งออกไทยไปจีนที่ลดลงคือยางพารา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคายางที่ลดลงด้วย และสินค้าอุปโภคบริโภคก็ลดลงเพราะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
สินค้าห่วงโซ่การผลิต ซึ่งจีนนำเข้าสินค้าไทยไปผลิตเพื่อส่งออกต่อ ยังคงขยายตัวได้ดี
การท่องเที่ยวจากจีนมาไทยเป็นปัจจัยบวก มีอัตราเพิ่มขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเป็นอันดับหนึ่ง แม้จะมีปัญหาบางอย่างตามมา แต่ก็เป็นรายได้สำหรับประเทศที่จะต้องรักษา และขณะเดียวกันก็แก้ปัญหาที่เกี่ยวโยงไปพร้อมกัน
การลงทุนจากจีนมาไทยปีที่ผ่านมายังเพิ่มขึ้น มีเงินลงทุนจากจีน 1,124 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพราะจีนมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในไทยและภูมิภาคตามนโยบาย “One Belt, One Road” อันเป็นการเปิดเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง
สัดส่วนสินค้าของไทยส่งออกไปจีนอยู่ที่ 11% ของการส่งออกทั้งหมด ถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ที่นับวันจะยิ่งสำคัญมากขึ้น แต่เมื่อการส่งออกไปจีนติดลบ ก็ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกของประเทศพอสมควร
ประเด็นที่เกี่ยวโยงกันก็คือ ประเทศอาเซียนอื่นก็ได้รับผลกระทบเรื่องส่งออกกับจีนเช่นกัน ทำให้การส่งออกของไทยไปอาเซียนอื่น ๆ ก็มีปัญหา เท่ากับว่าผลกระทบต่อการส่งออกของไทยโดนเข้าไป 2 เด้งทีเดียว
แนววิเคราะห์ของแบงก์ชาติเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว จะส่งผลให้อาเซียนพลอยชะลอตัวตามไปด้วย จะเป็นตัวฉุดไม่ให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้รวดเร็วมากนัก แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะดีขึ้น สหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มสดใส และญี่ปุ่นก็พอไปได้ แต่เมื่อร่วมฝั่งเอเชีย ความเสี่ยงยังคงเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงกว่านี้
ข้อสรุปก็คือประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวภายใน ทั้งการใช้จ่ายโดยเฉพาะการลงทุนที่ยังน้อยมากให้เร็วขึ้นเพื่อทดแทนการส่งออก
หากเป็นไปตามแนวทางวิเคราะห์นี้ก็เห็นชัดว่า
- เศรษฐกิจไทยจะเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจจีนมากขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจโลกก็จะโยงใยกับเศรษฐกิจจีนมากขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ เศรษฐกิจไทยเปราะบางเพราะยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก และการปรับตัวภายในเพื่อทดแทนการส่งออกที่ได้วางแผนและเขียนเป็นนโยบายมาเกือบทุกรัฐบาล ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างไร เพราะขาดความมุ่งมั่นทางการเมือง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของภาคเอกชน ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความแข็งแกร่งยั่งยืน
แต่ก่อนถ้าเศรษฐกิจอเมริการวนเร เราก็พลอยโซซัดโซเซ
วันนี้แค่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เราก็จับไข้แล้ว
ตอกย้ำว่าสุขภาพของประเทศน่าเป็นห่วงจริง ๆ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว!









