เหตุระเบิดกลางเมืองยะลาที่เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว เหมือน “ฉายหนังซ้ำ” จากกรณีเหตุระเบิด 32 จุด
ในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อคืนวันที่ 25 ต.ค.2554
จะแตกต่างกัน ก็ตรงเหตุระเบิดครั้งล่าสุดนี้ มีลักษณะยืดเยื้อ จากเสียงระเบิดลูกแรกค่ำวันที่ 14 พ.ค. ก็ต่อเนื่องไปจนถึงตอนเช้าวันที่ 16 พ.ค.2558
สิ่งที่ตามมาหลังสิ้นเสียงระเบิดคือคำแถลงของกองทัพภาคที่ 4 และบทวิเคราะห์หรือบทวิจารณ์จากสื่อมวลชน ซ้ำไปซ้ำมา จนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วตามทัศนะของคนในพื้นที่บางกลุ่ม
หากพิจารณาในเชิงการทำศึกสงคราม ยากที่จะเลี่ยงไม่ให้เกิดการลอบวางระเบิด ตราบใดที่ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ยังดำรงเป้าหมายในการต่อสู้อยู่อย่างไม่เลิกรา
โดยกลยุทธ์ของฝ่ายที่มีกำลังน้อยกว่า และยึดรูปแบบก่อการร้าย หรือเรียกให้เท่ๆ ว่า “จรยุทธ์ในเมือง” ย่อมต้องเลือกใช้ยุทธวิธีบั่นทอนขวัญและกำลังใจฝ่ายกุมอำนาจรัฐ ด้วยกลศึกฉกฉวยจังหวะและโอกาสในการ “กดขวัญศัตรู ปลุกขวัญมวลชน” ของฝ่ายขบวนการ
ขบวนการต้านรัฐด้วยความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด ต่างก็อ่าน “ทฤษฎีสงครามกองโจร” เล่มเดียว
ถ้าผู้เสพข่าวการก่อเหตุร้ายรายวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าใจถึง “กฎเกณฑ์ของสงคราม” ก็จะไม่ได้ตื่นตระหนกกับข่าวจนเกินเหตุ
พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 จึงระบุสาเหตุยุทธการ “ปิดฟ้านครยะลา” ว่ามันเป็นการตอบโต้ฝ่ายความมั่นคง ที่ปฏิบัติการจับกุมแนวร่วมก่อความไม่สงบได้หลายราย
รวมถึงเป็นการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป้าหมายหมายส่วนใหญ่ เป็นร้านค้าของไทยพุทธ
ดั่งที่ทราบกัน สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระยะหลังอธิบายยาก เนื่องจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรง ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ขบวนการเชิงอุดมการณ์” แต่อย่างเดียว
หากแต่ยังมี “ขบวนการเชิงผลประโยชน์” อาทิเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมาย รวมไปถึงสมุนรับใช้ “นักการเมือง” ทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติคอยผสมโรงจุดไฟไม่สิ้นสุด
เรามิควรปฏิเสธว่า เหตุการณ์ความไม่สงบที่ปลายด้ามขวาน ไม่เกี่ยวกับการเมือง
เล่ากันว่า ในช่วงไฟใต้กลับมาลุกโชนอีกครั้งเมื่อปี 2547 ผู้ปฏิบัติงานขบวนการใหม่ ต่างไม่ยอมรับอดีต ส.ส.ในพื้นที่บางคน เนื่องจากไม่พอใจบทบาทของอดีต ส.ส.ที่ห่างเหินชาวบ้าน และเป็น “มุนาฟิก” หรือคนสับปลับ พูดง่ายๆ คนเหล่านี้มีอันตรายต่ออิสลามมากกว่าผู้ปฏิเสธอย่างชัดเจน
เมื่อไฟใต้ยืดเยื้อ นักการเมืองดังกล่าว จึงต้อง “ปรับจูนคลื่นความคิด” ให้ตรงกับแกนนำขบวนการใหม่ และในระยะหลัง มีโอกาสพูดคุยตามประสาพี่น้องเคยร่วมอุดมการณ์กันได้มากขึ้น
ที่สำคัญ ขบวนการใหม่มีความซับซ้อนในแง่โครงสร้างองค์กรจัดตั้ง วันนี้ มิได้มีเพียง “บีอาร์เอ็นโคออดิเนต” กลุ่มเดียว หากแต่ยังมี “กลุ่มอิสระ” อีกมาก
กระบวนการพูดคุยเพื่อยุติศึกในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จนถึงรัฐบาลประยุทธ์ มันไม่เป็นจริง ก็เพราะความไม่เป็นเอกภาพของขบวนการใหม่
มีรายงานข่าวว่า กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ 6 กลุ่ม รวมถึงตัวแทนบีอาร์เอ็นฯ ได้เตรียมเปิดตัวองค์กรร่วมชื่อว่า MARA Patani ขึ้น เพื่อเป็น “องค์กรตัวแทน” ทำหน้าที่พูดคุยดับไฟใต้กับรัฐบาลไทย
แต่มีปฏิกิริยาจากคนวงในระบุว่า บุคคลที่อ้างเป็นตัวแทนบีอาร์เอ็นนั้น ไม่ใช่ตัวจริง และไม่ได้รับมติจากสภาองค์กรนำของบีอาร์เอ็นให้ไปร่วมขบวนการพูดคุย
สุดท้าย แนวคิดของ MARA Patani ที่จะดำเนินการพูดคุยกับรัฐบาลไทย โดยมีผู้อำนวยความสะดวกอย่างมาเลเซียให้การสนับสนุน ได้ถูกปฏิเสธจาก พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว
นี่เป็นความยากลำบากของกองทัพแห่งชาติ ในการต่อสู้กับขบวนการใหม่ เพราะกลุ่ม “อุดมการณ์” กับการแสวงหาผลประโยชน์ได้หลอมรวมกัน ก่อเหตุร้ายรายวัน
จึงอดคิดไม่ได้ว่า สาเหตุป่วนเมืองยะลาน่าเป็นเรื่องการเมือง เพราะสัปดาห์นี้จะครบรอบ 1 ปีการรัฐประหาร และมีแนวโน้มว่า “คณะทหาร” กลุ่มนี้จะอยู่ยาว
ปลายด้ามขวาน พ.ศ.ปัจจุบัน ยังจะเกิดเหตุระเบิดอีกต่อไป ตราบใดที่เงื่อนไขสงครามไม่สิ้น และการเจรจาสันติภาพไม่บังเกิดและปรากฏผลเป็นจริง









