ข้อถกเถียงสำคัญต่อร่างรัฐธรรมนูญการปกครอง หลังจากผ่านการยกร่างมาหลายเดือน
และผ่านการอภิปรายของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)มาแล้ว และอยู่ระหว่างการยกร่างสุดท้าย คือ ควรจะมีการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งข้อถกเถียงดังกล่าวมีประเด็นปลีกย่อยมากมาย แต่อาจจัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ เห็นด้วยจะให้มีการทำประชามติ เพราะรัฐธรรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และอีกกลุ่มคือไม่จำเป็นต้องทำประชามติ เพราะผ่านการกลั่นกรองมาแล้ว อีกทั้งเป็นรัฐธธรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ
ขณะนี้ยังไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าควรจะเป็นการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งต้องรอผลการประชุมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สปช. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งขณะนี้มีการถกเถียงทั้งผลดี-ผลเสียของการทำประชามติ รวมถึงการประเมินประสิทธิภาพของการทำประชามติในสังคมไทยว่าสามารถดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ และในกรณีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีความยาวและเนื้อซับซ้อนอย่างมาก จะเป็นไปได้อย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้าใจเนื้อหาสาระก่อนลงประชามติจริง
ดังนั้น เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นต่อกระบวนการประชามติ ว่าคืออะไรกันแน่ และหากดูในอดีตที่เคยมีการทำประชามติกันมาแล้ว ก็จะพบว่าไม่ได้เป็นกระบวนการที่มีอิสระในการแสดงออกความคิดเห็นอย่างแท้จริง เพราะฝ่ายที่ทำประชามติ ซึ่งหมายถึงผู้มีอำนาจรัฐในขณะนั้นก็มีกระบวนการต่างๆระดมคนเพื่อสนับสนุนท่าทีของตัวเอง เช่นเดียวกับคนที่ึคัดค้านตั้งแต่ต้นก็มีมวลชนของตัวเอง และหากการทำประชามติในครั้งนี้เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตการประชามติก็ไม่ต่างอะไรกับการประลองกำลังทางการเมือง
แน่นอนว่าในระบอบประชาธิไตยถือว่าการประชามติเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในประเด็นสำคัญของประเทศ แต่การประชามติก็ไม่ใช่ทางออกเสมอไป ยกตัวอย่างกรณีของความขัดแย้งในบางประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ในประเด็นการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งมีการทำประชามติโดยกลุ่มที่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนและจำกัดขอบเขตการทำประชามติเฉพาะในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งวิธีการเช่นนี้แทบไม่ต้องรอผลที่ได้จากการทำประชามติเลย ก็สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าว่าจะออกมาอย่างไร
นั่นแสดงให้เห็นว่าการทำประชามติมีสิ่งที่ไม่อาจขาดได้ คือ การตัดสินใจโดยอิสระของประชาชนต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ผ่านการรับรู้ข่าวสารอย่างไม่บิดเบือนและมีการตัดสินใจด้วยเหตุผล ซึ่งหมายความว่าเราจำเป็นต้องหาวิธีการที่ละเอียดลงไปในรูปแบบของประชามติ มากกว่าเพียงแค่ดำเนินการให้ได้ชื่อว่าเป็นประชามติเท่านั้น หากเราไม่หาวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ เราก็เชื่อว่าไม่ว่าผลประชามติออกมาอย่างไร ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ภายหลัง โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามกับผลประชามติ
การทำประชามติอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจของคนในสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนมีปากมีเสียงและสามารถแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม ประเด็นการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจมีความซับซ้อนมากกว่าประชามติทั่วๆไปมากขึ้น เนื่องจากเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากคนที่เข้ามาล้มกติกาการเมืองเดิมและพยายามสร้างกติกาใหม่ ซึ่งการยกร่างกติกาใหม่นั้นก็ไม่ปรากฏว่าคู่ขัดแย้งในสังคมเข้ามามีบทบาทด้วย หรือมีค่อนข้างน้อยมาก
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นต่อการทำประชามติ สะท้อนให้เห็นว่ามีความขัดแย้งอยู่มากของคนในสังคม ซึ่งการทำประชามติในตัวมันเองถือเป็นเครื่องสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เราเห็นด้วยกับการทำประชามติหากจะต้องทำ แต่สิ่งที่กังวลมากกว่าคือการยอมรับผลของการทำประชามติและกระบวนการทำประชามติว่าอาจจะทำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เราจะมีกระบวนการประชามติอย่างไรให้เป็นไปอย่างโปร่งใสอย่างแท้จริง








