วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ว่าด้วยมาตรการแพ็คคู่จากแบงก์ชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายวงเงินการฝากเงินสกุลต่างประเทศและวงเงินการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25


ก่อนอื่นต้องบอกว่ามาตรการแรก ถือว่ามาถูกที่ถูกเวลามากในตอนนี้ ส่วนมาตรการหลังนั้นถือว่าเป็นไฟท์บังคับยิ่งกว่าคู่มวยหยุดโลกเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเสียอีก ดังนี้


เหตุผลที่ต้องมีมาตรการผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศออกมาในตอนนี้ ก็เพื่อให้เกิด ความสมดุลของภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ ค่าเงินบาทที่เหมาะสม


โดยหากพิจารณาฝั่งอุปทานหรือ Supply ของเม็ดเงินรวมในประเทศ จะเห็นได้ว่า ทั้งการบริโภค และ การลงทุนภาคเอกชนในประเทศที่ยังไม่ฟื้น จึงต้องหวังพึ่งเม็ดเงินการลงทุนของภาคเอกชนในต่างประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเสรีมากขึ้นในครั้งนี้มาช่วยเสริม ทั้งนี้ ก็เพื่อการไหลเข้าออกเงินทุนทั้งในและต่างประเทศในภาครัฐและเอกชนให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น


นอกจากนี้ จากการที่มูลค่าการนำเข้าของเมืองไทยในช่วงนี้ลดลง ทำให้อุปสงค์ของดอลลาร์ลดลง จึงต้องหาทางให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างชาติ โดยให้ไปซื้อเงินตราต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อให้เงินบาทอ่อนลง ตรงนี้จะไปช่วยการค้าขายระหว่างประเทศภาคเอกชนให้มีดุลบัญชีการค้าที่ดีขึ้น โดยสรุปมาตรการนี้มีไว้เพื่อลดภาระการแทรกแซงการซื้อเงินดอลลาร์ของแบงก์ชาติ


หันมาดูทางด้านฝั่งอุปสงค์ หรือ demand ของเงินตราระหว่างประเทศบ้าง


ต้องบอกว่า ตลาดหุ้นไทย มีผลตอบแทนที่อาจจะดูไม่น่าจูงใจมากนักในช่วงปีนี้ ดังรูปที่ 1 ดังนั้น ความสนใจของนักลงทุนไทยกำลังมองหาการลงทุนในต่างประเทศ ดังรูป ซึ่งทางบริษัทด้านการลงทุนในบ้านเรามีการขออนุมัติจากทางการมากขึ้นๆ ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้ลงทุน


นอกจากนี้ ผมคิดว่าทางแบงก์ชาติ น่าจะหวังสิ่งที่เรียกว่า Wealth Effect ว่าจะมีผลต่อคนที่เป็นชนชั้นกลางตอนบนและคนมีตังค์ โดยผลตอบแทนการลงทุนของหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศที่ดี จะช่วยดันให้การบริโภคและอาจจะหมายถึงการลงทุนของภาคเอกชนกระเตื้องขึ้น


จากประสบการณ์การเปิดเสรีทางการเงินของจีน ในงานศึกษาอย่างเป็นทางการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ พบว่า หนึ่ง จะมีกระแสเงินไหลเข้าและออกมากยิ่งขึ้น โดยยอดเงินไหลเข้าและออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 และ 2.1 ในปี 2016 ตามลำดับ คิดเป็นยอดเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ และ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ดังนั้น การเปิดเสรีทางการเงินจะมีผลต่อเม็ดเงินไหลเข้าและออกเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ประสิทธิภาพของมาตรการเปิดเสรีทางการเงินยังขึ้นกับจังหวะและลำดับก่อนหลังในการเปิดเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับการเปิดเงินขาเข้าในประเทศเมื่อเทียบกับเงินขาออกจากประเทศ


สอง อีกเหตุผลหนึ่งที่ทางการจีน เร่งเปิดเสรีทางการเงินในช่วงนี้ เนื่องจากคาดว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของจีดีพี อีกร้อยละ 0.4


สาม อัตราเงินเฟ้อจะลดลง โดยทางไอเอ็มเอฟคาดว่ามาตรการเปิดเสรีทางการเงินจะทำให้ อัตราเงินเฟ้อลดลงราวร้อยละ 1.7


ท้ายสุด ผลตอบแทนของตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ในตอนนี้ที่ตลาดหุ้นขึ้นกว่าร้อยละ 120 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คาดว่ามาจากอานิสงส์ของมาตรการดังกล่าวกว่าครึ่ง ดังรูปที่ 2


ที่สำคัญ มาตรการนี้ถือว่าเป็นการช่วยระบายความอึดอัดของภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และถือเป็นการเปิดเสรีทางการเงินให้อยู่ในระดับที่ไม่ถูกประเทศอื่นๆ มาทิ้งห่างมากเกินไปนัก


ส่วนมาตรการการลดลงดอกเบี้ยนโยบายจากแบงก์ชาติ ตรงนี้ แบงก์ชาติน่าจะมองเรื่องการส่งออกเป็นหลักว่าจะเป็นพึ่งพาค่าเงินบาทที่อ่อนลง ผมคิดว่าไตรมาสที่สองของเศรษฐกิจไทย เป็นจุดที่ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตมากแค่ไหน เนื่องจากการเข็นการส่งออกให้เติบโตได้ชดเชยกับเป้าที่ผิดไปก่อนหน้า หากไม่กู้กลับมาให้ได้บ้าง โมเมนตัมคงยากจะกลับมา การลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์ก่อนเป็นเรื่องที่ต้องทำ


นอกจากนี้ เศรษฐกิจระดับรากหญ้า ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาต้องการแรงกระตุ้นเป็นอย่างมาก ผมมองว่าในวงการการเงินบ้านเรา น่าจะทราบมาก่อนหน้าแล้วว่าคงต้องลดดอกเบี้ยอีกครั้ง คำถามคือครั้งหน้ามากกว่า ประเด็นคืออาวุธหรืออัตราดอกเบี้ยนับวันจะเหลือน้อยลงทุกที


โดยสรุป ผมว่าการเปิดเสรีทางการเงินเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก ในยุคที่เรากำลังเข้าสู่ currency war แบบไม่เป็นทางการครับ