ธนาคารพาณิชย์บางแห่ง ระบุถึงแนวโน้มของหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย
แต่เมื่อแยกแยะในรายละเอียดของเอ็นพีแอล พบว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตปรับเพิ่มขึ้น อีกทั้งการผิดชำระหนี้มีมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5 หมื่นบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมานั้น มีแนวโน้มว่ายังสร้างแรงกดดันกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต่อไป หากยอดผิดชำระหนี้ยังไม่มีทิศทางที่ดีขึ้น
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับ รายงานผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ธปท.) ซึ่งปรากฏว่าเอ็นพีแอลหลายแห่งปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ายังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวลมากนักในเรื่องสถานะของสถาบันการเงิน โดยเอ็นพีแอลที่ปรับสูงขึ้นนั้นมาจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกโดยตรง และมีความเกี่ยวโยงกับเอ็นพีแอลภาคครัวเรือนด้วยหากมีการเลิกจ้างงาน
ข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยนั้น ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อน แม้ว่ารัฐบาลพยายามผลักดันนโยบายต่างๆออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ดังจะเห็นจากการโชว์ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมีการปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงมากนัก หากดูจากข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ที่มีความใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป
แม้ว่าข้อมูลที่ออกมาเป็นเพียงคนบางกลุ่ม ที่มีความสามารถและเกณฑ์ในการทำบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อ แต่กลุ่มคนดังกล่าวถือว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ซึ่งโดยรวมแล้วอาจคิดเป็นเพียงสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าขายของประเทศ ดังนั้นปัญหาของคนกลุ่มนี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นสัญญาณเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันกำลังประสบปัญหามากขึ้นในระดับกลางถึงล่าง และเป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วไปในวงกว้าง
ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ โดยใช้กลไกของรัฐเท่าที่มีอยู่ ทั้งเรื่องการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งดูเหมือนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ในปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแสดงให้เห็นว่างบประมาณภาครัฐนั้นมีการเบิกจ่ายออกไปในสัดส่วนส่วนที่ค่อนข้างสูง ทั้งงบประจำและงบลงทุน แต่ก็ปรากฏว่าคนยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องขึ้น ซึ่งมีปัญหาต้องพิจารณาต่อไปว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใดจึงไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้
ประเด็นเรื่องงบประมาณรายจ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ส่งผลตามที่คาดการณ์นั้น อาจเป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งจากกลไกรัฐเองที่มีความล่าช้า และยิ่งมีการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาล ก็ยิ่งทำให้เกิดความระมัดระวังมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเศรษฐกิจภาครัฐนั้นคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นในเมื่อส่วนอื่นมีปัญหา คือ การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน ก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา จนดูแล้วอยู่ในภาวะทรงๆตัว
จากข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ข้างต้น ซึ่งสัมผัสกับชีวิตของประชาชนใกล้ชิด อาจทำให้เราต้องหันมาสู่ความเป็นจริงมากขึ้นว่าปัญหาเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วง เราเชื่อว่ารัฐบาลก็ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีอยู่แล้ว และพยายามเร่งทำงานให้เร็วขึ้นเพื่อให้ทันกับปัญหา แต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกนั้น อาจเป็นเรื่องเหนือกำลังของรัฐบาลจะต้านทานได้ ทางออกที่สำคัญในขณะนี้ นอกจากเร่งแก้ปัญหาแล้ว ควรชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อคนไทยที่ยังขาดข้อมูลที่ดีพอเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง








