ผมเฝ้ารอคำปราศรัยของนายกฯ ชินโซะ อาเบะ ของญี่ปุ่นต่อหน้าการประชุมร่วม ของรัฐสภาสหรัฐเมื่อวานนี้ อย่างใจจดใจจ่อ
เพราะต้องการรู้ว่าเขาจะใช้วลีทางการทูตอะไร เพื่อสะท้อนความรู้สึกของญี่ปุ่น ต่อบทบาทของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ยุติมาครบ 70 ปี
อาเบะสร้างความแปลกใจด้วยการอ่านคำปราศรัย เป็นภาษาอังกฤษด้วยท่วงทำนองช้า ๆ และชัดเจน
สุดท้ายก็ไม่มีคำขอโทษหรือ apology อย่างเป็นทางการต่อความโหดร้ายทารุณ ที่ทหารญี่ปุ่นกระทำต่อประเทศเพื่อนบ้าน
เขาใช้คำว่า “deep repentance” ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ “deep remorse” ที่ไปใช้ในคำปราศรัยที่อินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน
แปลว่า “เสียใจอย่างลุ่มลึก”
และมุ่งจะให้คนอเมริกันได้รู้สึกว่า ผู้นำญี่ปุ่นมาแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ของทหารอเมริกันหลายแสนคนในสงครามกับญี่ปุ่น ด้วยการใช้คำว่า “eternal condolences” ต่อดวงวิญญาณของนักรบอเมริกัน
วลีนี้แปลได้ว่าเป็น “ความเสียใจชั่วนิรันดร์” ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเฉียดคำว่า apology ไปมาอยู่นั่นเอง
อาเบะกล่าวตอนหนึ่งว่า ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องเจ็บปวด อะไรที่เกิดไปแล้วไม่อาจจะไปแก้ให้ไม่เกิดไม่ได้
“History is harsh. What is done cannot be undone”
แน่นอนว่าจะต้องมีคนแย้งว่า แม้ว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่เกิดไปแล้ว ย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่คนรุ่นปัจจุบันก็ย่อมสามารถแก้ไข และผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดและขอโทษผู้เสียหายอย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่อ้อมค้อมหรือพยายามหลบเลี่ยงความรับผิดชอบนั้น
ในห้องประชุมรัฐสภาสหรัฐวันนี้ หนึ่งในผู้นั่งฟังเป็นคนอเมริกันที่เคยถูกญี่ปุ่นจับเป็นเชลยศึกอยู่ด้วย
ความรู้สึกของเขาเป็นอย่างไรไม่ปรากฏเป็นข่าว คำว่า “เสียใจ” โดยไม่ “ขอโทษ” นั้นพอเพียงสำหรับการลืมอดีตที่โหดร้ายนั้นได้หรือไม่
อาเบะพยายามจะพูดเรื่องอดีตให้น้อย เน้นเรื่องบทบาทอนาคตของญี่ปุ่นว่าจะร่วมสร้างสันติภาพโลกอย่างกระตือรือร้น และจะประสานมือกับสหรัฐเพื่อดำเนินการตามแนวทางนี้อย่างคึกคัก
หน้าตึกรัฐสภามีผู้ประท้วงและตะโกน “Apologize, Apologize, Apologize” แต่คำนี้ก็ไม่หลุดจากปากของอาเบะแต่อย่างใด
เขาเพียงบอกว่าจะยึดมั่นตามที่อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เคยประกาศเป็นจุดยืนของประเทศญี่ปุ่นในเรื่องสงคราม
เขาหมายถึงแถลงการณ์เมื่อปี 1995 ของอดีตนายกฯ โทมิอิชิ มูรายามาที่ยอมขอโทษอย่างจริงใจ (heartfelt apology) ต่อสิ่งที่ทหารญี่ปุ่นได้กระทำต่อประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านอย่างร้ายแรง
แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผู้นำญี่ปุ่นก็ไม่ยอมเอ่ยเอื้อนคำนี้อีก
คนญี่ปุ่นบางคนเห็นว่าผู้นำของเขาจะต้องแสดงจุดยืนเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อจะได้เดินหน้าต่อไป ไม่ถูกประวัติศาสตร์หลอนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
แต่คนญี่ปุ่นอีกไม่น้อยที่ยืนยันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นก่อน ๆ ได้กล่าวคำขอโทษแล้ว น่าจะพอได้แล้ว มีเพื่อนญี่ปุ่นรุ่นเก่าของผมคนหนึ่งบอกว่า “จะต้องให้เราขอโทษกี่ครั้งหรือ?”
ความจริงการไปเยือนสหรัฐของนายกฯญี่ปุ่นครั้งนี้ มีประเด็นเรื่องการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจหลายเรื่อง แต่ผู้คนสนใจเรื่อง “คำขอโทษ” เพราะเป็นปีครบรอบ 70 ปีแห่งการสิ้นสุดของสงครามโลก
เดือนสิงหาคมนี้ อาเบะ เตรียมจะออกแถลงการณ์เรื่องนี้อีกครั้ง จึงเป็นที่มาของการเฝ้าจับตามองว่า เขาจะใช้ศิลปะของภาษาการเมืองทูตพูดถึงประวัติศาสตร์อย่างไร
เพราะถ้าไม่บริหารความรู้สึกของเพื่อนบ้านว่าด้วยอดีต ก็ย่อมไม่อาจจะจูงมือไปสู่อนาคตอย่างเพื่อนร่วมทางได้









