พระราชบัญญัติฉบับสำคัญ 2 ฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา
คือพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2558 เพื่อมีเครื่องมือทางกฎหมายในการแก้ปัญหา และประเด็นเรื่องกฎหมายถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่คณะกรรมาธิการยุโรป (อียู) ระบุว่าประเทศไทยยังมีกฎหมายล้าหลัง ไม่ทันกับสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมประมง รวมทั้งการใช้แรงงานผิดกฎหมาย
หากนับตั้งแต่ทางอียูประกาศเตือนหรือให้ใบเหลืองกับประเทศไทย โดยให้เวลาแก้ไขใน 6 เดือน ก็ถือได้ว่ารัฐบาลได้พยายามเร่งดำเนินการในแง่กฎหมาย ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องกฎหมายประมงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ด้วย อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานรัฐในหลายด้าน ซึ่งหากติดตามอย่างใกล้ชิดจะเห็นได้ว่ารัฐบาลดำเนินการค่อนข้างรวดเร็ว และประเทศไทยมีโอกาสหลุดจากใบเหลืองได้ในการประเมินครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตามที่รับรู้กันทั่วไปอยู่แล้วว่าอุตสาหกรรมประมงไทย มีความซับซ้อนอย่างมากในการจัดการ เพราะไม่เพียงเกี่ยวข้องกับน่านน้ำของไทยเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ประกอบการเรือประมงเข้าไปจับปลาในเงื่อนไขต่างๆกัน และการประมงถือว่ายังเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานมาก จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ทั้งแรงงานที่เป็นคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
จากการติดตามรัฐบาลพยายามแก้ปัญหา จนผลักดันให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลค่อนข้างเอาจริงกับปัญหานี้ เพราะหากไม่แก้ปัญหา อาจส่งผลกระทบไม่เฉพาะอุตสาหกรรมประมงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศอีกด้วย แต่ก็ยังน่ากังวลว่าความพยายามแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จในปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนเช่นนี้ จะสามารถแก้ไขได้เร็วหรือไม่ เพราะจำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
แน่นอนว่ารัฐบาลผลักดันกฎหมายและมาตรการต่างๆออกมาในระยะสั้นนั้น ก็หวังว่าประเทศไทยจะถูกยกเลิกใบเหลืองอียู รวมทั้งภาพลักษณ์ที่ดูดีขึ้นในเรื่องของการค้ามนุษย์ที่ยังมีปัญหากับสหรัฐฯ ซึ่งเราเชื่อว่าสถานการณ์เรื่องการจ้างแรงงานในสังคมไทยนั้นอาจมีปัญหาปรากฏให้เห็นเป็นระยะ แม้เราจะผ่านพ้นวิกฤติเรื่องนี้ในระยะสั้นไปได้ เพราะเรื่องเกี่ยวกับแรงงานนั้น ประเทศไทยอาจถือว่าเป็นจุดผ่านหรือแหล่งงานที่สำคัญจากเพื่อนบ้านและเป็นปัญหาที่มีมานาน
ดังนั้น ประเด็นที่ท้าทายในระยะต่อไป หลังจากที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สามารถแก้ไขปัญหาระยะสั้นได้แล้ว จะทำให้อย่างไรให้เกิดความต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อให้ปัญหาเรื่องนี้ของไทยไม่มาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต เพราะเรารับทราบกันทั่วไปว่ารัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์นั้นมีวาระการบริหารประเทศที่ชัดเจนว่าจะอยู่ถึงเมื่อไร แต่ปัญหาใหญ่เรื่องประมงและแรงงานเถื่อนยังอยู่ต่อไปอีกนาน
เราเห็นว่าความต่อเนื่องของการแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก หลังจากรัฐบาลได้วางรากฐานทางกฎหมายและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แล้ว เราหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาถึงการวางแนวทางหรือโครงสร้างแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศ และเรื่องแรงงานอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อไปในอนาคตมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน(เออีซี)ในปลายนี้ หากเราไม่สามารถมีมาตรฐานที่ดีพอกับเรื่องนี้ ประเทศไทยก็ยากที่จะก้าวไปอีกขั้นได้









