วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การมีส่วนร่วมยังจำเป็น

ในวันที่ 20-26 เม.ย.นี้ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะมีการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก

ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ใช้เวลาหลายเดือนในการยกร่างเสร็จสิ้น โดยหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำให้การเมืองไทย และประชาธิปไตยของไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯเห็นว่ายังสามารถปรับแก้ได้ หากเห็นว่าบทบัญญัติใดมีปัญหาหรือไม่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ หลายคนตั้งความหวังว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองของประเทศ

ประเด็นในขณะนี้คือหากมีการถกเถียงทั้งสปช.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนกระทั่งมีข้อยุติในร่างสุดท้ายแล้ว สมควรจะให้มีการทำประชามติ หรือ ประชาพิจารณ์หรือไม่ โดยฝ่ายที่เห็นว่าควรมี เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งเป็นการกำหนดกติกาของประเทศเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตย ดังนั้นจึงสมควรให้เจ้าของประเทศคือประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรืออาจถึงขึ้นโหวตว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ 

ส่วนอีกฝ่ายที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการทำประชามติ เพราะต้องผ่านการพิจารณา ทั้งสปช.และสนช.อยู่แล้ว ซึ่งมาจากคนหลากหลายอาชีพ อีกทั้งการทำประชามติอาจทำให้เสียเวลามากยิ่งขึ้น ในขณะนี้รัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กำหนดโรดแมพเพื่อเดินหน้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเอาไว้แล้ว เพราะยิ่งมีการถกเถียงกันมากเท่าไร ก็ยิ่งประเด็นแตกต่างกันมากเท่านั้น และกระบวนการประชามติเป็นเพียงขั้นตอนเท่านั้น แต่ที่สำคัญอยู่ตรงเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญมากกว่า

 แน่นอนว่าภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน หรือคสช. ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งถือว่ามีอำนาจเต็มในขณะนี้ อาจไม่จำเป็นต้องทำประชามติก็ได้ โดยปล่อยให้ทุกอย่างเดินตามขั้นตอนหรือกลไกที่มีอยู่ในขณะนี้คือผ่านสปช.และสนช. จากนั้นก็สามารถประกาศใช้ได้เลย แต่นั่นอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ภายหลังได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ทั้งๆที่กระบวนการยกร่างต่างๆก็ไม่ได้ผ่านการคัดเลือกจากตัวแทนของประชาชนมาตั้งแต่ต้นเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต

  ดังนั้น ประเด็นว่าสมควรจะประชามติหรือไม่ เป็นข้อขัดแย้งในตัวเองของการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ด้านหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึงว่าต้องมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น แต่ปรากฏว่าในการยกร่างไม่ปรากฏขั้นตอนดังกล่าว มีเพียงการคัดเลือกบุคคลที่จะมานั่งเป็นกรรมาธิการยกร่างและมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความไม่พอใจในภายหลังจากประกาศใช้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีขั้นตอนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมก่อนประกาศใช้

จากประสบการณ์การเมืองในอดีตว่าด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนเป็นไปอย่างกว้างขวาง ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาของประเทศ เราเห็นว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ตั้งใจให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดการปฏิรูปการเมือง จำเป็นต้องหาขั้นตอนหรือวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าเราจะเรียกประชามติหรือประชาพิจารณ์ เพราะหากไม่มีขั้นตอนเช่นว่านี้ รัฐธรรมนูญใหม่ก็มีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะมีอยู่ได้ไม่นาน เพราะจะมีการอ้างว่าขั้นตอนการยกร่างไม่เป็นประชาธิปไตย เราเห็นว่าการคงอยู่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขึ้นกับขั้นตอนการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแค่ไหน ไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะเขียนออกมาดีเพียงใดก็ตาม