วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐธรรมนูญต้อง“กินได้”

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ

ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นร่างแรกหลังจากยกร่างกันมาหลายเดือน โดยร่างรัฐธรรมนูญในร่างแรกมีเนื้อหาสาระครบถ้วนทั้ง 315 มาตรา  และเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ กล่าวคือ เจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ทำการเมืองให้ใสสะอาดและสมบูรณ์ เพื่อเกื้อหนุนให้เกิดสังคมที่เป็นธรรมและนำชาติสู่สันติสุข แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น

ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญข้างต้น ทำให้เราเห็นความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยไทย หลังจากสิ้นยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเป็นส่วนผสมผสานระหว่าง ส่วนแรก อุดมคติประชาธิปไตย กล่าวคือ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองและอำนาจทางการเมือง อาจเรียกได้ว่าเป็น“รูปแบบ” ของประชาธิปไตย ซึ่งอาจมีความแตกต่างจากก่อนหน้านี้ และอาจไม่เหมือนประเทศไหนในโลก เพราะเป็นรูปแบบที่คิดกันขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทยเป็นการเฉพาะ แต่เค้าโครงตามสากลก็ยังมีอย่างครบถ้วน

ส่วนที่สอง อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของการบริหารประเทศ หรือเรียกว่าความเป็นรัฐบาล หากติดตามการยกร่างตั้งแต่ต้น เราจะเห็นได้ว่ามีการเน้นย้ำส่วนนี้ค่อนข้างมาก โดยส่วนหนึ่งต้องการให้เกิดความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ ทั้งเรื่องการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินและการบริหารงานอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของ “เทคนิค”การบริหารราชการ ซึ่งจะมีกฎกติกาที่ละเอียดมากขึ้น โดยพยายามควบคุมไม่ให้มีการใช้อำนาจจากความเป็นประชาธิปไตยสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นอย่างไร้ความรับผิดชอบ

หากย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญหลายฉบับในอดีต ทั้งที่อ้างว่ามีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด หรือที่เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบก็ตาม จะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นไปที่ส่วนแรก กล่าวคือเป็นเรื่องของ“รูปแบบ”ประชาธิปไตย แต่ในเรื่องการบริหารราชการนั้นกลับเขียนอย่างกว้างๆ จนบางครั้งทำให้เกิดการตีความในทิศทางต่างๆกันว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายกรณี จนมีเรื่องต้องส่งฟ้องศาลกันมากมาย ก็เนื่องมาจากไม่มีบทบัญญัติหรือกติกาที่เขียนอย่างชัดเจน ซึ่งขึ้นกับการตีความของผู้มาเป็นรัฐบาลว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้

ปัญหาของแนวคิดแบบแรก ที่มุ่งไปที่“รูปแบบ”ของประชาธิปไตย คือ การใช้อำนาจทางการเมืองของนักการเมืองเอง โดยอ้างว่าได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาการอ้างเช่นนี้สามารถสร้างความชอบธรรมได้ แต่ก็มักจะเกิดปัญหาอีกด้าน หากการอ้างความชอบธรรมเพื่อประชาชนของนักการเมืองเอง และวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา อาจมีต้นเหตุมาจากนักการเมืองใช้หลักการนี้มากเกินไป จนสร้างความเสียหายและเกิดปัญหาในเรื่องการบริหารราชการในหลายด้าน จนนำไปสู่ “การไร้ประสิทธิภาพ”ภายใต้การบริหารของฝ่ายการเมือง

หากเราไม่มัว“ติดกับ”ในเรื่องของที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่มุ่งไปสู่เนื้อหาสาระที่แท้จริง เราเชื่อว่าหากมีบทบัญญัติตามที่นายบวรศักดิ์ชี้แจงนั้น ก็น่าเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีส่วนสำคัญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยได้พอสมควร และเป็นรัฐธรรมนูญที่“กินได้”มากขึ้น เพราะมีเรื่องการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง แต่หากเรายังเวียนวนแต่เรื่อง“รูปแบบ”จนไม่สนใจเรื่องการบริหารประเทศของนักการเมืองอย่างจริงจังแล้ว การเมืองไทยก็จะวนเวียนในประเด็นเดิมๆ ทั้งๆที่สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แต่การถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยยังย่ำอยู่กับที่