ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจประเทศไทย อยู่ในภาวะอึมครึม แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มสินค้าระดับไฮเอ็นด์
หรูหรา เติบโตสวนกระแส สินค้าและบริการแบรนด์ดังจากทั่วโลกพาเหรดเข้าเปิดตลาดเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง มีการแจ้งเกิดโครงการชอปปิงมอลล์ขนาดใหญ่ระดับพรีเมี่ยมย่านใจกลางเมือง ทั้งเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ ล่าสุด ดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นปรากฎการณ์สวนทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง
กลุ่มสินค้าลักชัวรี่เหล่านี้ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบหรือแนวทางสำคัญ ที่ผู้ประกอบการค้าปลีกมองว่าสามารถสร้างรายได้ ให้กับประเทศทางหนึ่ง ภายใต้ยุทธศาสตร์การผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ “ฮับชอปปิง” แห่งภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย ช่วงชิงตลาดนักชอปปิงจากเมืองชอปปิงเดิมๆ อย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น แม้กระทั่งมาเลเซีย ที่มีนโยบายระดับชาติมุ่งกระตุ้นรายได้จากความเป็นฮับชอปปิง
หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง หรือเทียบได้กับ “ฮาร์ดแวร์” อย่างโครงการชอปปิงมอลล์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยเวลานี้ ศักยภาพไม่ด้อยไปกว่าคู่แข่งอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ทั้งมีแนวโน้มของพัฒนาการที่ดีในการขยับชั้นขึ้นมา เทียบเคียงมหานครระดับโลกไม่ว่าจะโตเกียว ลอนดอน ปารีส นิวยอร์ก ในเร็ววัน จากเม็ดเงินที่โหมลงทุนนับแสนล้านบาทพัฒนาศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างด้วยสถาปัตยกรรม
ขณะที่ “ซอฟแวร์” หรือองค์ประกอบของสินค้าและบริการมีความหลากหลายไม่น้อยหน้าพื้นที่การค้าชั้นนำทั่วโลก อีกทั้งไทยยังมีความได้เปรียบของแบรนด์ท้องถิ่น หรือ ไทยแบรนด์ ที่มีวาไรตี้ของสินค้าที่โดดเด่นและแตกต่างจากบรรดาแบรนด์ข้ามชาติต่างๆ ในกลุ่มระดับบน เสริมทัพ ความหลากหลายของรูปแบบร้านค้าปลีกระดับบน กลาง ล่าง ตลาดค้าปลีกรูปแบบ “โอเพ่นแอร์” ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ เรียกว่ามีให้เลือกช้อปทุกรูปแบบตามใจปรารถนาเป็นเสน่ห์ของธุรกิจค้าปลีกไทย
ในเชิงความพร้อมของภาคเอกชนยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องของอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ของการทำตลาดสินค้าหรู ด้วยโครงสร้างภาษีนำเข้าของไทยมีการจัดเก็บในอัตราสูง 5-30% ตามกลุ่มสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอพิจารณาปรับลดภาษีนำเข้าเป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของความเป็นฮับชอปปิงของไทยเทียบเคียงฮ่องกง สิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของผู้ประกอบการแบรนด์สัญชาติไทย ยังคง “ปฎิเสธ” นโยบายปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ที่มีการหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นระยะเพราะเชื่อว่าเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ต่อการดำเนินธุรกิจ จากการเปิดทางให้สินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศทะลักเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด ด้วยความได้เปรียบของ “ราคา” และ “การรับรู้ต่อแบรนด์” ที่ต้องยอมรับว่า“ไทยแบรนด์” ยังอยู่ในสถานะ “เสียเปรียบ” อยู่หลายขุม ประเทศไทยจะได้หรือเสียประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวนี้ยังคงเป็นคำถาม
ภายใต้รอยต่อของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และโลกไร้พรมแดน มีทั้ง “ผลดี” และ “ผลเสีย” ต่อประเทศและผู้ประกอบการไทย กฎระเบียบ ภาษี ที่เปรียบเสมือนกำแพงปกป้องผู้ประกอบการในประเทศถูกผ่อนปรนลงเรื่อยๆ สินค้าที่ผลิตในประเทศต้องเผชิญภาวะการแข่งขันสูงขึ้นจาก “สินค้านำเข้า” เมื่อกำแพงภาษีสินค้าบางประเภทถูกปรับลดลง หรือ ยกเลิก ส่งผลให้สินค้านำเข้าอาจมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ
เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องขบคิดและจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์เชิงลึกเพื่อขจัดอุปสรรคและสานประโยชน์ในทุกด้าน เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม “สินค้าไทย” ไปพร้อมๆ กับการสนับสนุนยุทธศาสตร์ธุรกิจผลักดันกรุงเทพฯ หรือประเทศไทย เป็นศูนย์กลางชอปปิงแห่งภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่ามกลางโอกาสมหาศาลของตลาดใหม่ “เออีซี” อย่างไม่สะดุดได้หรือไม่คือโจทย์สำคัญ









