ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ได้เปิดเผยรายละเอียดของการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว
ซึ่งปรากฏว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายมีความเห็นแตกต่างกันไป เกี่ยวกับจังหวะเวลาของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งมีตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีนี้ไปจนถึงปี 2559 โดยผู้กำหนดนโยบายหลายคนมองว่า ข้อมูลและแนวโน้มทางเศรษฐกิจน่าจะดีพอเปิดทาง ให้มีการเริ่มปรับนโยบายสู่ระดับปกติในการประชุมเดือนมิถุนายน
ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายอีกจำนวนหนึ่งมองว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่น่าจะสามารถรับมือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ และต้องรอช่วงปลายปีจึงจะสามารถปรับขึ้นได้ ส่วนผู้กำหนดนโยบาย 2-3 คนมองว่าควรชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปจนกว่าจะถึงปีหน้า โดยในการประชุมครั้งนั้นเฟดได้ถอดคำว่า “อดทน” ออกจากแถลงการณ์เกี่ยวกับจังหวะเวลาของการปรับขึ้นดอกเบี้ย
การถอดคำว่า “อดทน” เป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดอาจเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน แต่คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดก็ระบุว่า คาดว่าจังหวะเวลาจะเหมาะสม หากได้เห็นตลาดแรงงานกระเตื้องขึ้นอีก และมีความมั่นใจพอสมควรว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน จะขยับมาอยู่ที่ 2% ในระยะปานกลาง โดยเฟดระบุว่าเงินเฟ้อที่ลดลงเป็นปัจจัย “เฉพาะกาล” ผลจากราคาน้ำมันดิบที่ดิ่งลงตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว
ทิศทางของเศรษฐกิจสหรัฐที่กำลังฟื้นตัว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าดำเนินไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนเพียงใด พิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐกิจที่มีทั้งบวกและลบ รวมถึงการสร้างงานใหม่ในเดือนมีนาคม ซึ่งมีจำนวนเพียง 126,000 ตำแหน่ง อันนับว่าน่าผิดหวัง เพราะต่ำกว่าการคาดหมายถึงครึ่งหนึ่งและเป็นการสร้างงานที่น้อยที่สุดตั้งแต่เดือนธ.ค.2556 กระนั้น อัตราว่างงานยังอยู่ที่ระดับ 5.5% ซึ่งต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2551 ทำให้ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร เพราะยังต้องรอประเมินข้อมูลทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก
ในส่วนของจีนก็กำลังปรับโครงสร้างเพื่อหันไปเน้นการบริโภคในประเทศ เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออก โดยคาดว่าปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับประมาณ 7% ซึ่งแม้สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่จัดว่าชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการขยายตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ด้านญี่ปุ่นซึ่งได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณและคุณภาพ หรือคิวคิวอี เพื่ออัดฉีดเศรษฐกิจขนานใหญ่และดึงประเทศขึ้นจากภาวะเงินฝืดที่รุมเร้ามากว่า 10 ปี แต่ปรากฏว่ายังไม่ประสบผลมากนัก
ผลการสำรวจของธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ ระบุว่าครัวเรือนเกือบ 60% ในญี่ปุ่น ลดการใช้จ่ายหลังจากมีการขึ้นภาษีการขายเมื่อปีที่แล้ว และแม้ครัวเรือนต่างๆ เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจดีขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ยังลังเลที่จะเพิ่มการใช้จ่าย อันตอกย้ำถึงภารกิจที่บีโอเจเผชิญในการสร้างสมดุลระหว่างการผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ทำให้การบริโภคชะลอตัวลง หากมองไปที่ภูมิภาคยุโรปก็พบว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว และการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสภาพการณ์เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศต่างๆ ในโลกรวมถึงไทย ต้องหาทางรับมือเพื่อประคองเศรษฐกิจให้เติบโตไปในช่วงที่ตลาดส่งออกใหญ่ๆ ล้วนกำลังอยู่ในช่วงที่ไม่มั่นคงแข็งแรง









