แม้กรมการบินพลเรือนญี่ปุ่น จะยอมให้เครื่องบินเหมาลำของไทยบินไปในช่วง 11 เมษายน
ถึง 31 พฤษภาคม หลังจากการลงนามใน MoU กับกระทรวงคมนาคมไทย ก็ไม่ได้แปลว่าเราผ่าน“วิกฤติ” เรื่องมาตรฐานการบินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือ ICAO แต่อย่างไร
ตรงกันข้ามปัญหายังห่างจากการแก้ไขอย่างถาวร แม้นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศใช้อำนาจพิเศษของมาตรา 44 เพื่อการนี้แล้วก็ตาม
เพราะปัญหาเรื้อรังและรุนแรง เรื่องที่เราสอบตกการตรวจมาตรฐานการบินพลเรือน ของเราตามโครงการ Universal Safety Oversight Audit Program (USOAP) ของ ICAO นั้นยังต้องเดินหน้าต่อไป และเขาก็ยังไม่ได้อนุมัติตามแผนการแก้ไขปรับปรุงที่เรียกว่า Corrective Action Plan (CAP) ที่เราเสนอไป
เขาบอกว่าจากการตรวจพบ “ความน่ากังวลด้านความปลอดภัยที่มีนัยสำคัญ” หรือ Significant Safety Concern (SSC) ในหลายด้าน และเมื่อประเทศอื่นรับรู้ เขาก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงว่าเขาไม่ “ละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่” หาไม่แล้ว หากเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา เขาก็จะเสี่ยงกับการต้องรับผิดชอบที่สูงมาก
จึงเป็นที่มาของการที่กรมการบินพลเรือนญี่ปุ่นหรือ Japan Civil Aviation Bureau (JCAB) ต้องสั่งห้ามเครื่องบินจากไทยเข้า และกระทรวงคมนาคมไทยต้องขอเจรจาเพื่อผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษ
เพราะเขาไม่เชื่อในมาตรฐานของกรมการบินพลเรือนของไทยอีกต่อไปแล้ว
ยิ่งเขาบอกว่าที่อนุญาตให้สายการบินไทยส่งเครื่องบินเหมาลำเข้ามาในช่วงสั้นนี้ ต้องมีเงื่อนไขพิเศษคือจะต้องตรวจเครื่องบินไทย, มาตรฐานนักบิน, เจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินและมาตรฐานอากาศยานทุกเที่ยวบิน, ก็แปลว่าเราต้องเสีย “อธิปไตย” ทางอากาศไปให้เขาแล้วโดยสิ้นเชิง
แม้จะใช้อำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 44 ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้ในอนาคตอันใกล้
แค่เรื่องแก้ความบกพร่องในกระบวนการออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศหรือ Air Operator Certificate (AOC) อย่างเดียวสำหรับสายการบินเพียงสายเดียวก็อาจใช้เวลาหลายเดือน ยังไม่รวมถึงเวลาที่กรมการบินพลเรือนอาจจะต้องใช้เพื่อแก้ไขระบบ กระบวนการ เอกสาร และการส่งเจ้าหน้าที่เข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้มีความสามารถและมีจำนวนเพียงพอ
ดังนั้นที่เจ้าหน้าที่ของกรมการบินพลเรือนบางท่านบอกว่า ใช้เวลา 8 เดือนก็น่าจะเสร็จสิ้นนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้ต่ำมาก
เรื่องงบประมาณและบุคลากรอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น หากเจาะให้ลึกแล้วก็จะเห็นว่า "วิกฤติ" การบินพลเรือนครั้งนี้มีสาเหตุเหมือนวิกฤติระดับชาติที่เราเผชิญมายาวนานนั่นคือ การใช้อิทธิพล เส้นสาย , ผลประโยชน์ทับซ้อน และคอร์รัปชัน ที่หยั่งรากลึกระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้าในวงการต่าง ๆ นั่นเอง
หนึ่งในข้อบกพร่องที่ทางองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศพบจากการตรวจสอบกรมการบินพลเรือนของไทยคือ Lack of Effective Implementation แปลง่าย ๆ คือขาดการนำมาตรการไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
เหมือนปัญหาระดับชาติของเราที่รู้กันดีคือการ “บังคับใช้กฎหมาย” ของเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในเกือบจะทุกวงการ และนั่นคือที่มาของวิกฤติระดับชาติที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง
ผลพวงจากกรณีนี้จะไม่เพียงกระทบต่อการบินพลเรือน การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีผลทางร้ายต่อภาพลักษณ์ของประเทศในด้านอื่น ๆ ที่จะส่งผลเลวร้ายกว้างไกลอย่างที่เรายังประเมินวันนี้ไม่ได้
เพราะ “วิกฤติทางอากาศ” ครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนถึง “วิกฤติทุกระดับของชาติ” ในเรื่องอื่น ๆ ด้วย สำรวจอาการและสาเหตุของโรคแล้วไม่ต่างกันเลย









