กระแส Green เป็นแนวโน้มใหญ่ ที่ทั่วโลกถวิลหา รวมถึงในไทย ที่ “โหนกระแส” เรื่องนี้มาหลายปี
เห็นได้จากหลายโครงการของภาคเอกชน ที่ใช้คำว่า “Green” เพื่อตอบโจทย์การตลาด ความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มกลางบนขึ้นไป ที่มีกำลังซื้อ เริ่มใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ อยากมีส่วนช่วยเหลือสังคมและโลก ผ่านการบริโภค หรือใช้สินค้าที่พวกเขาเชื่อว่า “รักษ์โลก”
ที่สำคัญ เมื่อใช้หรือบริโภคแล้ว ยังดีต่อตนเอง (สุขภาพ - ภาพลักษณ์)
อาทิ “ข้าวอินทรีย์” ที่ปีนี้บรรดาบริษัทน้อยใหญ่ มักนำไปกำนัลผู้มีอุปการคุณ ขณะที่ในซีกโลกตะวันตกกระแสกรีน ถือว่ามาแรงกว่าในไทยมาก เห็นได้จากตลาดเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่มีมูลค่ามหาศาล กลายเป็นโอกาสของผู้ผลิตสินค้ากรีนบ้านเรา ที่ไม่มากก็น้อยต้องผลิตเพื่อส่งออก
จะว่าไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นสิ่งน่าส่งเสริม เพราะนอกจากจะช่วยลดการทำลายสิ่งแวดล้อม อีกส่วนหนึ่งยังช่วย “สร้างมูลค่าเพิ่ม” และเพิ่ม“กำไรต่อหน่วย” (มาร์จิ้น) ให้กับผู้ประกอบการในระยะยาว แม้ต้นทุนการผลิตจะยังคงสูง จากวอลุ่มที่ไม่มากนักในปัจจุบัน
ไม่เฉพาะภาคเอกชน “ภาครัฐ” เองก็แอบอิงกระแสกรีน ไม่แพ้กัน !!
โดยโครงการที่น่ายกนิ้วให้ คือ การส่งเสริมประชาชน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน ผ่านการรณรงค์ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน และการเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ส่งผลให้ผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้า นำมาใช้เป็นกลยุทธ์การตลาดกันคึกคัก
ขณะที่ผู้บริโภคก็สบายกระเป๋า จากค่าไฟฟ้าที่ประหยัดลงได้ ถือเป็นนโยบายที่มีแต่ “ได้” กับ “ได้” ในห้วงที่การผลิตไฟฟ้าบ้านเรา กำลังเดินสู่ภาวะวิกฤติ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับทรัพยากรที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงปั่นไฟ ที่หายากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เมื่อกระทรวงพลังงาน ออกมาบอกว่า ก๊าซฯกำลังจะหมดอ่าวไทย ในอีกไม่ถึง 10 ปีจากนี้ หากไม่มีการค้นพบแหล่งก๊าซฯเพิ่มเติม
ทว่า มีบางนโยบายของรัฐเช่นกัน ที่เหมือนจะส่งเสริมการผลิตและการใช้เทคโนโลยีสะอาด (Green Energy) แต่ใน “ภาคปฏิบัติ” กลับยังเป็นปัญหาคาใจ
อาทิ การที่รัฐส่งสัญญาณว่าจะสนับสนุนการลงทุน “รถยนต์ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า” เป็นเชื้อเพลิง สอดคล้องกับร่างแผนแแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในระยะ 7 ปี (ปี2558-2564) ที่กำหนดวิสัยทัศน์ในระยะ 10 ปีให้ไทยเป็น “ฐานผลิตยานยนต์” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Automotive)
แต่ถามว่า หากผู้ประกอบการที่มีฐานผลิตรถยนต์ในไทย มีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไปถึงขั้นนั้น โดยเฉพาะการผลิตเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ
ถามว่า เราได้ “ดูแลสิ่งแวดล้อม” จากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า กันจริงหรือ ?
ในเมื่อแหล่งเชื้อเพลิงหลักที่นำมาผลิตไฟฟ้าของไทย ยังมาจาก “ปิโตรเลียม”
วันดีคืนดี หากความต้องการใช้รถยนต์จากพลังงานไฟฟ้า ในประเทศ เพิ่มสูงขึ้น ถามต่อไปอีกว่า เราจะมีพลังงานไฟฟ้าเพียงพอสำหรับใช้เพื่อการนี้หรือไม่ ในเมื่อขณะนี้ ไทยกำลังเดินเข้าสู่วิกฤติ จากการผลิตที่จำกัดจำเขี่ยเมื่อเทียบกับการใช้
การกำจัดแบตเตอรี่ใช้แล้ว ที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์ ยังเป็นอีกเหตุผลที่ “กรีน” ไม่จริงจากการใช้เชื้อเพลิงนี้
นโยบายกรีน สุดท้ายแล้ว จึงต้อง กรีน จริงๆ จึงจะเรียกว่า...ทำเพื่อโลก








