โยนบาปธุรกิจสีเทา ระวังเป็นปัญหาเทียม

โยนบาปธุรกิจสีเทา ระวังเป็นปัญหาเทียม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวอย่างน่าสนใจ

 ว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงนั้น นอกจากเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังเป็นมาจากการเข้มงวดของรัฐบาลในการปราบปรามธุรกิจ “สีเทา” ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ(จีดีพี) ซึ่งในเมื่อเงินส่วนนี้หายไปจากระบบ ก็ส่งผลต่อสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจและทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลงจนกระทบต่อภาพรวม ส่วนธุรกิจที่ทำมาหากินโดยสุจริตไม่ได้รับผลกระทบ

การประเมินของนายกรัฐมนตรีว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้นั้นธุรกิจ“สีเทา”มีมากถึง 1 ใน 3 นั้นถือว่ามีสัดส่วนค่อนข้างมาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ขยายความว่ามีธุรกิจประเภทใดบ้าง แต่คาดเดาว่าเป็นธุรกิจที่ผิดกฏหมาย ซึ่งอาจรวมถึงเงินที่ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่สุจริตนัก อาทิ การทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้น หากธุรกิจ“สีเท่า”มีผลต่อเศรษบกิจไทยมากขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากของสังคมไทย เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจเรายิ่งขยายตัวมากเท่าใด ธุรกิจ“สีเทา”ก็ขยายตัวตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ธุรกิจที่เป็น“สีเทา” ล้วนรวมกันเรียกว่าเป็นธุรกิจแบบ “ไม่เป็นทางการ” ซึ่งธุรกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มักไม่อยู่ในระบบภาษีของภาครัฐ ทำให้มีการติดตามรายได้และเสียภาษีค่อนข้างยาก โดยอาจเป็นธุรกิจทำมาหากินโดยสุจริต อย่างเช่น ร้านค้าแผงลอย หรือการรับจ้างทั่วไป ดังนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้จึงไม่ถูกมาคำนวณในจีดีพีของประเทศ เพราะเป็นเรื่องยากประเมิน อย่างดีที่สุดที่ทำได้คือการประเมินหรือคาดการณ์จากสูตรคณิตศาสตร์เท่านั้น

อันที่จริง เศรษฐกิจแบบ“ไม่เป็นทางการ”นั้นถือว่ามีบทบาทอย่างสูงในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกล้วนแต่มีภาคเศรษฐกิจในส่วนนี้ด้วยกันทั้งสิ้น บางแห่งมีขนาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจแบบทางการ นอกจากจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจทางการขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นแล้ว เศรษฐกิจส่วนนี้ยังเป็นตัวล่อเลี้ยงชีวิตของคนจำนวนมากและอาจเป็นตัวรองรับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย กล่าวคือมีคำตอบสำหรับปัญหาที่เศรษฐกิจทางการไม่สามารถแก้ได้

เราแทบจะแยกไม่ออกระหว่างเศรษฐกิจ “ทางการ” กับ “ไม่ทางการ” เพราะทั้งส่วนจำเป็นต้องดำรงอยู่ด้วยกันเสมอ และต้องพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเม็ดเงินจากเศรษฐกิจทางการ ก็อาจไหลเข้าสู่เศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ ในทางตรงกันข้าม เม็ดเงินจากเศรษฐกิจแบบไม่เป็นทางการ ก็อาจไหลเข้าสู่เศรษฐกิจทางการ เช่นเดียวกัน ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากภาคหนึ่งของระบบเศรษฐกิจย่อมกระทบกับอีกด้านหนึ่งด้วย

ดังนั้น กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าด้วยมาตรการปราบปรามของรัฐบาล ทำให้เม็ดเงินในส่วนของเศรษฐกิจ “ไม่ทางการ” หายออกจากระบบถึง 1 ใน 3 และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศนั้น ยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัยว่าจริงหรือไม่ เพราะหากหายไปมากขนาดนั้นจริง เราเชื่อว่าจะส่งผลกระทบมากกว่าที่เห็นหลายเท่าตัว เพราะเป็นที่รู้ว่าเงิน“สีเทา” ตามการนิยามว่าเป็นเงินจากเศรษฐกิจแบบ“ไม่ทางการ”นั้นค่อนข้างมหาศาลและมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

หากเงินจากธุรกิจ“สีเทา”เหล่านี้หายไปจริง อาจเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าไม่เพียงแค่ได้รับผลกระทบ จากนโยบายการปราบปรามเท่านั้น แต่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย การแยกแยะและกล่าวโทษว่าเศรษฐกิจซบเซามาจากเม็ดเงินส่วนนี้หายไปนั้น อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก ดังนั้นจึงต้องระวังอย่างมากหากต้องการกล่าวโทษต้นตอของภาวะเศรษฐกิจซบเซา หากสิ่งที่เรากล่าวโทษเป็น“ปัญหาเทียม”ที่เราสร้างขึ้นมา เราก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง