วันที่ผมสัมภาษณ์'ลีกวนยู'

วันที่ผมสัมภาษณ์'ลีกวนยู'

อดีตนายกฯ สิงคโปร์ 'ลีกวนยู' จากไปอย่างสงบเมื่อเวลา 3.18 น. เมื่อวานนี้

 ทิ้งไว้ซึ่งตำนานความเป็นผู้นำแห่งยุคสมัยวัย 91 ปีอย่างกว้างขวาง เพราะเขาเป็นหนึ่งในนักสู้ของเอเซีย ที่สร้างชาติมาด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของตนที่ไม่เหมือนใคร

ผมเคยสัมภาษณ์พิเศษ ลีกวนยู ตัวต่อตัวครั้งหนึ่งที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักข่าวอย่างผม

ลีกวนยู บินเข้ากรุงเทพฯ วันหนึ่งในปี ค.ศ.1975 หลังจากไซ่ง่อนแตกได้ไม่นาน และเป็นช่วงจังหวะที่ประเทศไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่กำลังเจรจาขอให้สหรัฐ ถอนฐานทัพออกจากไทย

เป็นช่วงจังหวะที่มีการพูดถึง ทฤษฎีโดมิโน หรือ Domino Theory อย่างกว้างขวาง

ทฤษฎีนี้บอกว่าเมื่อเวียดนามและลาวตกเป็นคอมมิวนิสต์ภายใต้การสนับสนุนของจีนแล้ว ประเทศไทยก็จะเป็นเป้าต่อไป และแน่นอนว่ามาเลเซียและสิงคโปร์ก็ย่อมอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นรายต่อไป

ลีกวนยู บินเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เขาเป็นผู้บริหารประเทศที่เท้าติดดิน เมื่อมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในเพื่อนบ้านอย่างไทย เขาก็ไม่ลังเลที่จะมาเช็คข่าวด้วยตัวเอง

ลีกวนยู นัดเจอผู้คนในหลายวงการเพื่อขอแลกเปลี่ยนความเห็นว่า คนไทยจะไม่เอาสหรัฐจริงหรือไม่

เขานัดผมที่ห้องพัก ณ โรงแรมเอราวัณ (ยุคก่อน) ซึ่งเป็นโรงแรมอันดับหนึ่งสำหรับแขกบ้านแขกเมืองขณะนั้น ด้านหนึ่งเพื่อคุยกันส่วนตัว อีกด้านหนึ่งผมขอสัมภาษณ์เขาเป็นข่าวด้วย

ลีกวนยู สั่งเบียร์ (อุณหภูมิเท่ากับของห้อง) และถามผมว่าดื่มเบียร์ด้วยกันไหม ผมตอบรับตามมารยาท เขายิงคำถามทันที

“คนไทยมองนายกฯคึกฤทธิ์ อย่างไรหรือ?”

ความจริง ลีกวนยู มีนัดหมายจะพบนายกฯไทยอยู่แล้ว แต่เขาต้องการทำการบ้านด้วยการประเมินความคิดเห็นของคนไทยต่อผู้นำของตนเองก่อน ผมเชื่อว่าเขานัดเจอนักการเมืองฝ่ายค้าน, ปัญญาชน, นักวิชาการไทยอีกหลายคน ก่อนจะเข้าพบคุณชายคึกฤทธิ์

“คนไทยเห็นด้วยหรือไม่กับการที่รัฐบาลต้องการจะขอให้สหรัฐ ถอนฐานทัพออกไป?” ลีกวนยู ถามผมต่อ

เป็นที่ชัดเจนสำหรับผมว่า ลีกวนยูไม่เห็นด้วยกับแนวทางของผู้นำไทย เขาไม่ต้องการให้ทหารอเมริกันออกจากไทย แต่เขาก็ไม่ต้องการเป็นโดมิโนตัวต่อไปเช่นกัน

ระหว่างสนทนา ลีกวนยู บอกผมว่ารัฐบาลไทยไม่ควรจะผลีผลามขับไล่ทหารอเมริกันออกไปก่อน เพราะไทยเป็นหน้าด่านสำคัญของการต่อต้านคอมมิวนิสต์

ลีกวนยู แจ้งกับคุณชายคึกฤทธิ์ ด้วยถ้อยความเดียวกันหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ที่แน่ชัดสำหรับผมในฐานะนักข่าวก็คือว่า เขามีความกังวลต่อทิศทางของรัฐบาลไทย และต้องการจะให้ไทยเป็นปราการต้านคอมมิวนิสต์ให้กับสิงคโปร์ หรืออย่างน้อยสมาชิกอาเซียน ควรจะต้องปรึกษาหารือกันก่อนจะเดินหน้าเรื่องนโยบายต่อกองกำลังสหรัฐในย่านนี้

ขณะนั้น อาเซียนเพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่กี่ปี (ก่อตั้ง 8 สิงหาคม 1967 มีสมาชิกแรกเริ่มห้าประเทศคือไทย, อินโดฯ, มาเลเซีย, สิงคโปร์, และฟิลิปปินส์) จึงยังตั้งตัวไม่ค่อยติดเมื่อคอมมิวนิสต์ยึดไซ่ง่อนได้ในปี 1975

ผมสัมภาษณ์ ลีกวนยู ประมาณ 45 นาที ถามท่านถึงท่าทีของเขาต่อสหรัฐ, จีน, คอมมิวนิสต์ และบทบาทของสิงคโปร์ ต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก

ไม่ต้องสงสัยว่าเขามีจุดยืนชัดเจน ต่อต้านคอมมิวนิสต์และยืนอยู่กับสหรัฐเต็มประตู อีกทั้งยังเหยียด ๆ การเมืองไทยที่ไม่มีเสถียรภาพแบบเดียวกับพรรค People’s Action Party (PAP) ที่กำหนดชะตากรรมของประเทศได้อย่างเต็มรูปแบบ

ลีกวนยู ไม่เกรงใจนักข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครตั้งคำถามเกี่ยวกับประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพการแสดงความเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์เขาในฐานะผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทางการเมือง

ในการเปิดแถลงข่าว หากนักข่าวคนไหนยิงคำถามที่เขาไม่ต้องการตอบ หรือที่เขาเห็นว่าเป็นการก่อกวนหรือยั่วยุเขา ลีกวนยูจะใช้วิธีรุกกลับด้วยการหันไปอีกทางหนึ่งและบอกว่า

“Next question, please.”

แปลว่าเขาไม่ตอบคำถามคนนี้ ขอให้คนอื่นลองตั้งคำถามต่อไป ใครจะทำไม?