ฉลาดเพื่อ?

ฉลาดเพื่อ?

เมื่อเร็วๆ นี้ BBC และสำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษหลายแห่งได้นำเสนอผลงานวิจัยที่น่าสนใจเกี่ยวกับค่าระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิว

ที่พบว่าไอคิวเฉลี่ยของคนรุ่นใหม่สูงขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาทั้งนี้ทีมวิจัยจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน นำโดยนักศึกษาปริญญาเอกที่เป็นคนไทยของเรา นั่นก็คือ ว่าที่ดร.พีร วงศ์อุปราช ได้นำข้อมูลไอคิวในช่วง 64 ปีที่ผ่านมา (ค.ศ.1950-2014) จาก 48 ประเทศทั่วโลกและจากกลุ่มอายุต่างๆ มาวิเคราะห์


นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่าไอคิวของผู้คนในประเทศกำลังพัฒนามีค่าไอคิวเฉลี่ยสูงขึ้นมากอีกด้วย (บทความเรื่อง A Cross-Temporal Meta-Analysis of Raven's Progressive Matrices : Age groups and developing versus developed countries วารสาร Intelligence ฉบับที่ 49 ปี 2015) ทีมวิจัยได้คาดว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้คนเราฉลาดขึ้น เช่น การศึกษาที่ดีขึ้น การได้รับสารอาหารและการดูแลสุขภาพทางการแพทย์ที่ดีขึ้น การมีครอบครัวที่เล็กลงที่สามารถดูแลเลี้ยงดูลูกแบบใหม่อย่างทั่วถึงขึ้น และ ความคุ้นชินกับการทำข้อสอบ ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กในปัจจุบันต้องสอบตั้งแต่ก่อนเข้าอนุบาลกันเลยทีเดียว พอจะไปสอบวัดไอคิวก็คงไม่ตื่นสนามเสียแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งเสริมให้คะแนนไอคิวของคนเราสูงขึ้นจนทำให้ถูกตีความว่าคนเราฉลาดขึ้นนั่นเอง


แต่บางครั้งดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า ในเมื่อคนเราดูเหมือนจะฉลาดขึ้น แต่ทำไมสังคมเราดูเหมือนจะยิ่งเสื่อมลง ในขณะที่คะแนนไอคิวของคนสูงขึ้นทำไมสังคมเราจึงมีจำนวนคดีอาชญากรรมมากขึ้น ทำไมเรามีคดีคดโกงมากขึ้น แล้วทำไมคนเราดูเหมือนมีความสุขน้อยลง ทำไมประเทศเช่นจีนและอินเดียที่มีอัตราการเพิ่มคะแนนไอคิวสูงกว่าประเทศอื่นกลับมามีปัญหาทางสังคมมากมายโด่งดังไปทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาลักลอบอย่างผิดกฎหมาย หรือปัญหาข่มขืน จะเป็นไปได้ไหมว่าความฉลาดนั้นไม่ได้เป็นเครื่องวัดความเจริญทางจิตใจ หรือจะเป็นไปได้ไหมว่าคนเราเอาความฉลาดไปใช้ในทางที่ไม่ดี


ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกสั่งสอนให้วัดคุณค่าของตัวเองด้วยความฉลาด ในวัยเด็ก ด้วยความที่ดิฉันถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กเก่ง” คนหนึ่ง คำถามที่ดิฉันคุ้นชินแต่เป็นคำถามที่ดิฉันไม่มีคำตอบให้เลยสักครั้งก็คือ “ไอคิวเท่าไร” ดิฉันถูกถามจนทำให้บางครั้งดิฉันก็อยากไปสอบวัดไอคิวดูเสียเลยจะได้ตอบคำถามคนอื่นได้สักที แต่ทุกครั้งที่ขอไปสอบวัดไอคิวกับคุณพ่อผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาเด็ก ดิฉันจะได้รับการปฏิเสธไม่ให้สอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณพ่อมักจะถามดิฉันกลับว่าหนูจะรู้ไอคิวไปทำไม สาเหตุที่คุณพ่อไม่ยอมให้ดิฉันได้ล่วงรู้ถึงไอคิวของตัวเองก็เพราะถ้าเกิดว่าดิฉันมีไอคิวต่ำ ดิฉันก็อาจจะมีข้ออ้างว่าถ้าเรียนไม่เก่ง ทำงานไม่ดีก็คงเป็นเพราะเจ้าตัวไอคิวต่ำๆ นี่เอง และดิฉันก็อาจไม่คิดจะพากเพียรเรียนหนังสือและทำงานให้สำเร็จเพราะจะมีข้ออ้างให้กับตัวเองเสมอว่าเรามีข้อจำกัดทางไอคิวนั่นเอง


ซึ่งถ้าเป็นหลักจิตวิทยาแล้วเขาเรียกกันว่า Self-fulfilling prophecy หรือทฤษฎีที่เชื่อว่าถ้าคุณคิดอย่างไร สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น ถ้าคุณไปยึดติดกับค่าไอคิวที่ต่ำ คุณก็อาจเชื่อว่าอนาคตของคุณดับสิ้น อาจคิดว่าจะไปเรียนเก่งได้อย่างไร เรามันสมองไม่ดี หรืออาจคิดว่าเราจะไปทำงานสำเร็จได้อย่างไร ในเมื่อสมองเรามันไม่ดี หรือถ้าพบว่าดิฉันมีไอคิวสูง ดิฉันก็อาจจะหยิ่งผยอง ไม่ตั้งใจเรียนเพียงเพราะคิดว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น หรืออาจมีอาการดูถูกคนอื่นที่ไอคิวต่ำกว่าเสียด้วย สรุปสุดท้าย ดิฉันก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปสอบวัดไอคิวเลย


สำหรับดิฉัน ดิฉันเชื่อในผลงานวิจัยที่รายงานการเพิ่มของไอคิวและก็เชื่อว่าคนเราอาจฉลาดขึ้นจริง เพราะคะแนนการสอบวัดไอคิวอาจเป็นตัวบ่งชี้เชาวน์ปัญญาที่ดี อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงสติปัญญาของมนุษย์สามารถแบ่งออกมาเป็นหลายมิติมากไปกว่าแค่มติของเชาวน์ปัญญาเท่านั้น อาทิเช่น ในมติของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional intelligence) ความฉลาดทางจริยธรรม (Moral intelligence) และความฉลาดในการรู้จักตนเอง (Interpersonal intelligence) ดังนั้น ดิฉันจึงไม่เชื่อว่าไอคิวอย่างเดียวจะเป็นตัวบ่งชี้ในความเจริญและความสำเร็จของคนเสมอไป ในระดับสังคมก็เช่นกัน ความเจริญของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับความฉลาดของคนในสังคมเพียงอย่างเดียว ในสังคมที่เราเชิดชูคนเก่ง เชิดชูเงินตรา เราอาจลืมคุณค่าของความเป็นคนที่แท้จริงไปก็ได้


ถ้าเราอยากให้สังคมของเราเป็นสังคมที่สมบูรณ์ด้วยปัญญาอย่างแท้จริง เราคงต้องให้สังคมเชิดชูคนดีมากกว่าคนเก่ง แล้ววันนั้นเราจะตอบตัวเองได้ว่า เราฉลาดเพื่ออะไร