วิกฤติก๊าซจริงหรือ?

วิกฤติก๊าซจริงหรือ?

เราทราบกันดีว่าไทยเป็นประเทศที่สำรวจพบก๊าซมากกว่าน้ำมัน แต่ปัจจุบันความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ

 ที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับเกือบ 5,000 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน แต่ผลิตได้จากส่วนของอ่าวไทยประมาณ 3,500 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน นำเข้าจากพม่าประมาณ 1,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และมีสัญญาระยะยาว 20 ปี ในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี จากประเทศการ์ต้า เข้ามาเสริมอีก ปีละ 2 ล้านตัน หรือคิดเป็นปริมาณก๊าซ 280 ล้านลบ.ฟุตต่อวันนั้น เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงต่ออนาคต

 เพราะมีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งบอกว่า ก๊าซที่เรามีอยู่เองในอ่าวไทย ซึ่งราคาต่ำกว่าพม่าและแอลเอ็นจีนำเข้านั้น กำลังจะหมดลงไปเรื่อยๆ

สัญญาณที่หนึ่ง คือการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงเกือบ70%ทำให้ ตัวเลขปริมาณสำรองก๊าซที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) คือก๊าซที่สำรวจพบแล้วว่ามีอยู่แน่ๆแล้ว90%เมื่อหักด้วยความต้องการใช้ในแต่ละวัน เหลือน้อยลงเรื่อยๆ คือจะเหลือใช้ไปได้อีกประมาณ6-7ปี

สัญญาณที่สอง คือ การที่ต้องส่งก๊าซจากแหล่งB17ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ จากที่เคยใช้อยู่ 370ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คืนให้ทางมาเลเซียไป 300ล้าน ลบ.ฟุตต่อวันตามสัญญา โดยจะเหลือใช้เพียง 70ล้านลบ.ฟุตต่อวัน

สัญญาณที่สาม คือก๊าซจากพม่า ที่เราต้องพึ่งพาก๊าซประมาณ1ใน4 ของปริมาณการใช้นั้น มีปัญหาก๊าซในแหล่งเยตากุนซึ่งมีค่าความร้อนสูง ทำท่าว่าก๊าซจะหมดเร็วกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยเมื่อก๊าซจากแหล่งเยตากุนส่งมาน้อย ก็ต้องลดก๊าซจากยาดานาที่มีค่าความร้อนต่ำลงไปด้วย เพราะ จะต้องนำก๊าซจากทั้งสองแหล่งมาผสมกันให้ได้ค่าความร้อนที่เหมาะสมก่อนใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก ส่วนแหล่งก๊าซที่พบใหม่ในพม่า ก็ยังไม่มีนโยบายที่จะขายให้ไทยเพิ่มขึ้น

ความจริง การหยุดจ่ายก๊าซจาก แหล่งยาดานาและเยตากุน เป็นระยะเวลา10 วัน จากวันที่10เม.ย-19 เม.ย.2558 และจากแหล่งซอติก้า 8 วัน จากวันที่ 20เม.ย.–27 เม.ย. 2558นี้ ก็อาจถือได้ว่าเป็นวิกฤติก๊าซอย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่ากระทรวงพลังงานสามารถ ที่จะบริหารจัดการได้โดยใช้น้ำมันเตาและดีเซลมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน คนทั่วไปจึงไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม สัญญาณที่บ่งบอกว่าจะมีวิกฤติเรื่องก๊าซธรรมชาติในอนาคตนั้น ทางกระทรวงพลังงานมีการเตรียมแผนรองรับเอาไว้ค่อนข้างเป็นระบบ ทั้งในส่วนของการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลงเพื่อเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงจากถ่านหินนำเข้า ,การนำเข้าแอลเอ็นจีในรูปของเรือคลังก๊าซลอยน้ำหรือ FSRU (Floating Storage & Regasification Unit)เพื่อแก้ปัญหาก๊าซจากพม่า และเจดีเอ การสร้างสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจีแห่งที่3 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับแอลเอ็นจีอีก 5ล้านตัน ต่อปี รวมเป็น 15ล้านตันต่อปี 

รวมไปถึงการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 ที่กำลังมีปัญหาการต่อต้าน เพื่อหวังว่าจะพบก๊าซจากแหล่งใหม่มารักษาระดับปริมาณสำรองที่มีอยู่เดิมให้ใช้ได้นานขึ้น 

การบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต และการเร่งเจรจาพื้นที่พิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา ที่เชื่อว่าจะมีศักยภาพในการพบก๊าซธรรมชาติสูง ไว้เป็นสำรองในอนาคต เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ในแผนที่จะดำเนินการ ก็มีหลายเรื่องที่กระทรวงพลังงานต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้นเพราะหนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และหากถูกต้านหนักๆ จนเดินต่อไม่ได้ ทั้งเรื่องสัมปทานปิโตรเลียมและโรงไฟฟ้าถ่านหิน วิกฤติก๊าซที่ว่าคงจะไม่ใช่เรื่องของไฟฟ้าดับหรือขาดแคลนไฟฟ้า เพราะยังสามารถที่จะนำเข้าแอลเอ็นจีหรือเดินเครื่องด้วยปั่นไฟน้ำมันเตาและดีเซลทดแทนได้

 แต่จะเป็นวิกฤติเรื่องค่าไฟฟ้า ที่ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมอาจจะรับภาระกันไม่ไหว