ทำไมเศรษฐกิจปีนี้ยังไม่เร่งตัว

ทำไมเศรษฐกิจปีนี้ยังไม่เร่งตัว

เศรษฐกิจโลกที่การฟื้นตัวยังเปราะบางและมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืดไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยที่จะได้รับผลกระทบมาก

เพราะเป็นเศรษฐกิจเปิดทั้งด้านการค้าและการลงทุน ล่าสุดตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมกราคมก็ตอกย้ำประเด็นนี้ โดยดัชนีและข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ชะลอตัวลงต่อจากปีที่แล้ว สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ไม่เร่งตัวขึ้น


ในรายละเอียด การใช้จ่ายด้านการบริโภคยังนิ่ง ไม่เร่งตัว ด้านการลงทุนของภาคเอกชนก็เช่นกัน ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐก็ยังไม่สามารถเร่งตัวได้อย่างที่อยากเห็น ส่วนการส่งออกก็ไม่ขยายตัว ติดลบร้อยละ 2.6 เดือนม.ค. ขณะที่สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ก็ชะลอลง เหลือร้อยละ 4.3 เดือนม.ค. การผลิตในประเทศแผ่วลง ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมติดลบร้อยละ 1.3 เดือนม.ค. ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ระดับร้อยละ 60.9 ไม่ดีขึ้นมากจากสองเดือนก่อนหน้า ตัวเลขที่ดูดีก็คือข้อมูลท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มร้อยละ 15.9


การอ่อนตัวของโมเมนตั้มเศรษฐกิจก็สะท้อนให้เห็นได้จาก หนึ่ง การนำเข้าที่ลดลงร้อยละ 14.8 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง และ สอง จากอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่โน้มลดลงต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบร้อยละ 0.5 เดือนก.พ. ต่อเนื่องจากลบร้อยละ 0.4 เดือนม.ค. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมน้ำมันและอาหารลดลงเหลือร้อยละ 1.45 เดือนก.พ.เทียบกับร้อยละ 1.69 สิ้นปีที่แล้ว ตัวเลขเหล่านี้แสดงว่า ระดับราคาสินค้าในประเทศกำลังปรับตัวเป็นขาลง สะท้อนความอ่อนแอของการใช้จ่าย และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง ด้านเงินทุนนำเข้า ดุลชำระเงินเกินดุลเล็กน้อย เพราะการไหลออกของเงินทุนระหว่างประเทศมีมาก แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุลมาก โดยการไหลออกส่วนหนึ่งมาจากการนำเงินออกโดยหน่วยธุรกิจในประเทศ ซึ่งไม่ชัดเจนว่าเป็นเพราะคนไทยเอาเงินไปฝากต่างประเทศมากขึ้น หรือเอาเงินไปลงทุนซื้อทรัพย์สินมากขึ้น แต่ผลก็คือเงินสำรองทางการลดลงเหลือ 155.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนม.ค.


ข้อมูลที่แสดงการชะลอตัวของเศรษฐกิจนี้ สอดคล้องกับความรู้สึกของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่มองว่าเศรษฐกิจยังไม่เร่งตัว ประชาชนยังไม่ใช้จ่าย และภาคธุรกิจยังไม่ลงทุน ซึ่งเท่าที่วิเคราะห์ดู การที่เศรษฐกิจไทยขณะนี้ยังไม่ฟื้นหรือไม่เร่งตัว คงจะมาจากสามสาเหตุสำคัญ


หนึ่ง โมเมนตั้มของเศรษฐกิจขณะนี้ เป็นขาลงจากที่เศรษฐกิจปัจจุบันขาดกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่มีการใช้จ่าย การลงทุนภาคเอกชนก็ไม่ขยายตัว และการส่งออกติดลบ นี้คือโมเมนตั้มเศรษฐกิจขาลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว และรอการแก้ไขตั้งแต่ปีที่แล้วแต่การแก้ไขก็ไม่เกิด ทำให้เศรษฐกิจปีที่แล้วขยายตัวเพียงร้อยละ 0.7 ต่ำที่สุดในอาเซียน ปีนี้โมเมนตั้มขาลงของเศรษฐกิจยังเดินต่อ สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนม.ค.อย่างที่กล่าว ดังนั้น ในแง่นโยบาย การเปลี่ยนโมเมนตั้มเศรษฐกิจขาลงให้เป็นขาขึ้น คือ โจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยการทำนโยบายที่จริงจัง ที่โหมกระหน่ำ (Big push) เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย และเปลี่ยนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและบริษัทเอกชนให้กลับมาใช้จ่าย ซึ่งในบรรยากาศที่เศรษฐกิจโลกก็มีความเสี่ยงมากขึ้น โจทย์นโยบายของรัฐบาลที่จะฟื้นเศรษฐกิจจึงยิ่งท้าทาย


สาเหตุที่สอง คือ เศรษฐกิจถึงปัจจุบันยังไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายต่างๆ ที่ทางการทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากเท่าที่ควร ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนโมเมนตั้ม ซึ่งในประเด็นนี้คงมีสองสามตัวอย่างที่พูดถึงได้


ตัวอย่างแรก เศรษฐกิจในประเทศไม่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงมาก ทำให้การลดลงของราคาน้ำมัน ไม่นำไปสู่การเร่งตัวของการใช้จ่ายในประเทศอย่างที่หวัง เพราะราคาน้ำมันในประเทศไม่ได้ถูกปรับลงในขนาดมากเท่ากับราคาน้ำมันในตลาดโลก คือราคาน้ำมันในตลาดโลกลดไปแล้วกว่าสี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว แต่ราคาน้ำมันในประเทศที่ประชาชนซื้อลดลงเพียงร้อยละ 6 - 27 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประโยชน์ที่เศรษฐกิจจะได้จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงผ่านการใช้จ่ายในประเทศจึงไม่เกิดขึ้น ที่เป็นอย่างนี้เพราะทางการใช้โอกาสที่ราคาน้ำมันโลกลงลดการอุดหนุน และหารายได้จากภาษีและหารายได้นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันแทน ทำให้ประเทศเสียโอกาสที่จะใช้ราคาน้ำมันที่ถูกลง ฟื้นเศรษฐกิจ


ตัวอย่างที่สอง คือ การใช้จ่ายภาครัฐทั้งในส่วนรายจ่ายจากงบประมาณประจำปี และการลงทุนของภาครัฐยังช้าและไม่มีการเร่งการเบิกจ่ายเท่าที่หวังกัน ทำให้เศรษฐกิจไม่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐ ผลก็คือภาคเอกชนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐ นอกจากนี้ มาตรการของทางการบางครั้งก็ถูกตลาดมองว่าสวนทางกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษีที่ชี้ว่า รัฐต้องการใช้โอกาสนี้ (ที่ไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง) ปฏิรูประบบภาษี เพื่อหารายได้ ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศกำลังชะลอ ก็ยิ่งสร้างข้อจำกัดมากขึ้นต่อการฟื้นตัว


ตัวอย่างที่สาม ก็คือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเองในช่วงแรกให้น้ำหนักมากกับโอกาสทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไม่ขยายตัว และต้องการแก้ไข คือ ปัญหากำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ที่เกิดจากการชะลอตัวของรายได้ ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และการชะลอตัวของสินเชื่อ สิ่งเหล่านี้จำกัดกำลังซื้อของประชาชน ทำให้นโยบายเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วงแรก จึงไม่ได้ปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้อย่างตรงจุด แต่ระยะหลังทางการก็ได้มีการลดช่องว่างนี้โดยปรับนโยบายมาให้ความสำคัญกับการสร้างกำลังซื้อของประชาชนมากขึ้น


นอกจากสามสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจยังไม่เร่งตัว ประเด็นสำคัญมากที่ต้องตระหนักในแง่นโยบายก็คือ เศรษฐกิจไทยขณะนี้มีปัญหาเชิงโครงสร้างมากที่ยังไม่ได้แก้ไข ที่เป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำมาก ทำให้มาตรการภาครัฐที่ออกมาแก้เศรษฐกิจมีประสิทธิผลน้อย และจะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจหลุดออกจากการขยายตัวในอัตราที่ต่ำได้


กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2008 อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยทำได้เพียงร้อยละ 3.2 ซึ่งต่ำ และถ้าไม่นับปี 2010 และปี 2012 ที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจของสองรัฐบาลที่แล้ว อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีอื่นๆ ที่ไม่มีการกระตุ้นจะเฉลี่ยเพียงปีละ 1.2 เปอร์เซ็นต์ซึ่งต่ำมากๆ เทียบกับภูมิภาคที่ขยายตัว 8 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือปัญหาของประเทศขณะนี้


การขยายตัวที่ต่ำหลายปีติดต่อกันชี้ชัดว่า ความสามารถในการแข่งขันและในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ถดถอยลงมาก และชี้ว่าปัญหาของเศรษฐกิจขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาวัฏจักร (Cyclical) อย่างที่ฝ่ายทำนโยบายเข้าใจ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structural) ที่ได้บั่นทอนความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจ จนเศรษฐกิจประเทศขยายตัวต่ำต่อเนื่อง และถ้าปัญหานี้ยังไม่แก้ไข เศรษฐกิจก็จะไม่สามารถกลับมาขยายตัวในอัตราที่สูงเหมือนเดิมได้ ตัวอย่างเช่น ภาคส่งออก ซึ่งปีนี้จะเป็นปีที่สามที่การส่งออกขยายตัวต่ำหรือติดลบต่อเนื่อง คือ ขยายตัวติดลบร้อยละ 0.2 และ 0.3 ปี 2013 และ 2014 เช่นเดียวกับการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวติดลบต่อเนื่องมาสองปี คือ ดัชนีการบริโภคติดลบร้อยละ 0.1 และ 0.2 ปี 2013 และ 2014 และดัชนีการลงทุนเอกชนติดลบร้อยละ 1 และร้อยละ 2.2


ทั้งหมดนี้ชี้ว่า มาตรการเศรษฐกิจที่ไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เน้นแต่เพียงการกระตุ้น จะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจกลับไปขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม และหลุดพ้นจากโมเมนตั้มขาลง สิ่งที่เศรษฐกิจต้องการจากรัฐบาล คือ มาตรการระยะสั้นที่กระตุ้นเศรษฐกิจ และมาตรการระยะยาวที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จริงจัง (ยังมีต่อ)