บทเรียนจาก QE อังกฤษสู่เวอร์ชั่นยุโรป

บทเรียนจาก QE อังกฤษสู่เวอร์ชั่นยุโรป

ในงานสัมมนาระหว่างผู้นำธนาคารกลางต่างๆ ในยุโรปที่เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ ประธานธนาคารกลางยุโรป นายมาริโอ ดรากิ ได้คาดการณ์ไว้ว่า

ผลกระทบของ QE ฉบับยุโรปที่เพิ่งประกาศไปต่อเศรษฐกิจยุโรปนั้น หนึ่งในช่องทางสำคัญ ได้แก่ ผ่านการปรับพอร์ตโฟลิโอของตราสารทางการเงินต่างๆ น่าจะมีความคล้ายคลึงกับ QE ของอังกฤษ ที่ธนาคารอังกฤษได้ปั๊มเงินมูลค่า 3.75 แสนล้านปอนด์ในรอบกว่า 5 ปีที่ผ่านมา บทความนี้ จึงขอพาท่านผู้อ่าน ไปลองติดตามกันว่าผลของ QE ฉบับเมืองผู้ดีดังกล่าวว่าเป็นเช่นใด


โดยงานศึกษาที่นายดรากิอ้างอิงถึง ได้พิจารณาผลกระทบของ QE ใน 3 เซกเตอร์หลัก อันประกอบด้วย สถาบันการเงิน บริษัทประกันชีวิต และกองทุนบำนาญ คำถามที่งานศึกษานี้ ถามไว้ประกอบด้วย หนึ่ง นักลงทุนสถาบันได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตราสารทางการเงินที่ซื้อโดยธนาคารกลางมากน้อยเพียงใด สอง แท้จริงแล้วนักลงทุนสถาบันเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ที่ค่อนข้างเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน สาม หากปราศจาก QE แล้ว นักลงทุนสถาบันจะถือครองสินทรัพย์เสี่ยงน้อยกว่านี้ไหม และ สี่ นักลงทุนสถาบันปรับพอร์ตจาก QE ในลักษณะเดียวกันไหม


คำตอบของสองคำถามแรกนั้น ปรากฏว่า กว่าหนึ่งในสี่ของเม็ดเงินของ QE อังกฤษ มีนักลงทุนสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ โดยในภาพรวม นักลงทุนสถาบันได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษและไปซื้อหุ้นกู้เอกชนแทน แม้ว่าภาพดังกล่าว จะมีความชัดเจนลดลงบ้างเมื่อแยกพิจารณาไปที่บริษัทประกันภัยและกองทุนบำนาญโดยตรง


ทั้งนี้ QE ครั้งแรกของอังกฤษ มีผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนสถาบันมากกว่าครั้งที่สอง โดยหากพิจารณารายเซกเตอร์ จะพบว่ากลุ่มบริษัทประกันภัยและกองทุนบำนาญมิได้ถือหุ้นเพิ่มแต่อย่างใด โดยกองทุนบำนาญถือครองพันธบัตรที่อ้างอิงกับอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง QE ครั้งที่สอง ส่วนบริษัทประกันภัยถือตราสารดังกล่าวลดลงและไปถือครองเงินสดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย


สำหรับ 2 คำถามหลังนั้น ปรากฏว่า ค่อนข้างชัดเจนที่บริษัทประกันภัยและกองทุนบำนาญเพิ่มการถือครองหุ้นกู้ภาคเอกชนภายใต้การออก QE มากกว่ากรณีที่ไม่ออก QE แน่ และขนาดของการเพิ่มก็อยู่ในระดับที่สูงใกล้เคียงกันทั้งในบริษัทประกันภัยและกองทุนบำนาญ แม้กรณีของบริษัทประกันภัย จะเพิ่มขึ้นมากในกลุ่มที่ชอบเสี่ยงหรือที่ถือหุ้นเยอะนั่นเอง และในกลุ่มที่มีการเก็บค่าพรีเมียมเมื่อคิดต่อสินทรัพย์ค่อนข้างต่ำ


สำหรับเซกเตอร์กองทุนบำนาญนั้น กองทุนที่มีผลตอบแทนดีๆ มักจะหันไปซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น ทว่าไม่ได้ไปซื้อหุ้นเพิ่มแต่อย่างใด ดังรายละเอียด ดังนี้


จากรูปที่ 1 ถึง 3 จะพบว่า ในส่วนของพันธบัตรรัฐบาล หากปราศจาก QE ที่ธนาคารกลางอังกฤษเริ่มปฏิบัติการเมื่อปลายปี 2009 ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลของอังกฤษที่ออกมาขายจะมีมากกว่านี้ โดยในส่วนที่เป็นเส้นประในรูปของพันธบัตรรัฐบาลที่ต่ำลงไปมากๆ ในช่วงหลังนั้น หมายความว่า การถือครองพันธบัตรรัฐบาลได้ลดลงมากกว่าที่คาดไว้เสียอีก อย่างไรก็ดี ในส่วนของหุ้นนั้น การทำ QE ของอังกฤษ ไม่ค่อยมีผลมากนัก ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากของสหรัฐในจุดนี้


นอกจากในประเด็นการที่ภาคเอกชนจะถือสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้นแล้ว การทำ QE ยังไปกระตุกให้ความคาดหวังของอัตราเงินเฟ้อให้มีระดับที่สูงขึ้น ซึ่งตรงนี้ การค่อยๆ เพิ่มขึ้นของขนาดงบดุลของธนาคารกลางยุโรปจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาเงินฝืดของยุโรป


ท้ายสุด การที่นักวิเคราะห์กว่าร้อยละ 60 คาดการณ์ว่าจะมีโอกาสมากว่าสองในสามที่ยุโรปจะทำ QE ณ วันที่ 1 มกราคม 2015 ในอีก 3 สัปดาห์ต่อมา ช่วยส่งผลให้เงินยูโรลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในตอนนี้ และทำให้ผลต่างระหว่างผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลเยอรมันกับรัฐบาลสหรัฐกว้างที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน รวมถึงพันธบัตรของรัฐบาลอิตาลีก็ลดรวดเดียวถึงร้อยละ 0.35 ในวันที่ประกาศ QE ยุโรป อีกทั้งต้นทุนเงินกู้ระยะยาวของบริษัทเอกชนในยุโรปก็ต่ำสุดในรอบหลายปีด้วย


ต้องบอกว่า QE ยุโรปยังต้องการตัวช่วยอื่นๆ อีก ในจุดที่ QE อังกฤษไม่ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นเหมือนในสหรัฐครับ


--------------------
หมายเหตุ : หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ