“หลี่เค่อเฉียง” กับความจริงในชนบทจีน

“หลี่เค่อเฉียง” กับความจริงในชนบทจีน

ผมมาถึงเซี่ยงไฮ้พอดีกับการเสร็จสิ้น การประชุมใหญ่ประจำปี ของสภาประชาชนจีน...

  พร้อมคำประกาศของนายกฯหลี่เค่อเฉียงว่า

  “จีนเรามีอาวุธในคลังแสงอีกหลายอย่างที่นำมาใช้ปกป้องฐานะทางเศรษฐกิจ...

อัตราโตผลผลิตมวลรวมของจีนที่ตั้งไว้ 7% สำหรับปีนี้ลดมาจากปีก่อน ๆ แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงพอสมควร

เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดฟองสบู่ และขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็ต้องไม่ใช้ชะลอตัวถึงขั้น ที่เกิดภาวะคนตกงานมากจนกระทบความมั่นคงทางสังคม

ผมดูนายกฯ หลี่เค่อเฉียง เปิดให้นักข่าวกว่า 800 คนจากทั่วโลกแย่งกันตั้งคำถามผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ แล้วก็สัมผัสได้ถึงความมั่นอกมั่นใจของผู้นำรุ่นนี้ที่จะเผชิญกับคำถามยาก ๆ ของคนข่าว

ไม่เหมือนในอดีตที่นักข่าวไม่ว่าจีนหรือต่างชาติ ไม่อาจจะยกมือยื้อแย่งกันตั้งคำถามตรง ๆ ได้เลย

หลี่เค่อเฉียงยอมรับว่า การบริหารเศรษฐกิจไม่ให้เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเศรษฐกิจจีนใหญ่ขึ้นมากและมีปัจจัยที่คาดไม่ถึงหลายเรื่อง

แต่เขาบอกว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นทางเศรษฐกิจ ดังนั้นเขาเชื่อว่าหากจำเป็นจีนก็ยังมี เครื่องมือ หรือ อาวุธ ที่จะนำออกมาใช้เพื่อประคองไม่ให้เกิดความเสียหาย

“ถ้าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจกระทบการจ้างงานหรือรายได้ของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตกไปถึงระดับที่เกินเหตุและผล เราก็จะใช้นโยบายสร้างเสถียรภาพให้สอดคล้องกับความคาดหวังระยะยาวของจีน....” นายกฯจีนบอก

แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้าเศรษฐกิจจีนเข้าขั้น อาการน่าเป็นห่วง ผู้นำก็จะไม่ลังเลที่จะควักดาบที่ซ่อนไว้ออกมาใช้เพื่อไม่ให้ถึงขั้นอันตราย

แต่ฟังให้ดี...นายกฯหลี่เค่อเฉียงยอมรับว่า “ภารกิจที่จะรักษาอัตราโตที่ 7% ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”

เพราะขนาดเศรษฐกิจของจีนใหญ่ขึ้นมาก ถึงวันนี้อยู่ที่ระดับ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับอันดับสองของโลก

ผู้นำจีนพยายามจะถ่วงดุลระหว่างการแสดงความเชื่อมั่นกับความถ่อมตัวเพื่อไม่ให้มีมาดของยักษ์ใหญ่ที่ผู้คนหวั่นเกรงเกินเหตุ

หลี่เค่อเฉียง ปฏิเสธการคาดการณ์ที่ว่าจีนได้แซงหน้าสหรัฐในขนาดเศรษฐกิจมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกแล้ว

เขาบอกว่าการประมาณการอย่างนั้น เกินความเป็นจริง เพราะจีนยังเป็นหมายเลขสองอยู่ มิอาจจะทาบอเมริกาได้

และยังตอกย้ำว่าถ้าเปรียบเทียบตัวเลข รายได้ต่อหัว ของคนจีน 1,300 ล้านคนแล้ว จีนยังห่างไกลจากความเป็นผู้นำโลกแน่นอน

เพราะวันนี้รายได้ต่อหัวของคนจีนยังอยู่ที่อันดับ 80 ของโลก

ความยากจนในชนบทยังเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไข เพราะหากความเหลื่อมล้ำยังดำรงอยู่ หรือหากช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจีนขยายตัวขึ้น ประเทศจีนก็ยังเผชิญกับความท้าทายที่ยากเย็นยิ่ง

นายกฯหลี่เค่อเฉียง ยอมรับว่าคนจีนที่ยังแร้นแค้นมีอยู่ไม่น้อย

เขาเล่าให้นักข่าวฟังว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้เดินไปทางไปทางตะวันตกของจีน เจอกับคนวัย 40 ต้น ๆ ที่ยากจนถึงขั้นไม่มีเงินแต่งงาน และพบกับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่บอกว่าเขายังต้องพึ่งพารายได้จากน้องสาวที่อพยพไปทำงานในเมืองเพื่อส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือ

“ผมเห็นสภาพในชนบทอย่างนี้แล้วมีความรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อยเลย และผมเชื่อว่ายังมีครอบครัวที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อีกไม่น้อย...”

นายกฯจีนอ้างข้อมูลธนาคารโลกที่ยืนยันว่า คนจีนเกือบ 200 ล้านคนยังมีชีวิตในสภาพต่ำกว่าเส้นมาตรฐานความยากจนด้วยซ้ำไป

แปลว่าผู้นำจีนยอมรับว่า แม้ในภาพรวมจีนจะดูเหมือนกำลังก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ แซงหน้าหลายประเทศมายืนตระหง่านในแถวหน้าของโลก

แต่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และคอร์รัปชันกับภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยังเป็นปัญหาใหญ่ของมังกรยักษ์ที่ไม่อาจจะปิดบังซ่อนเร้นได้

การที่นายกฯจีนยอมรับความจริงต่อหน้าคนทั้งโลกอย่างนี้ ถือว่าเป็นแนวทางใหม่จากปักกิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

เป็นสัญญาณว่าผู้นำจีนกำลังพลิกยุทธศาสตร์การบริหารที่น่าสนใจยิ่ง เพราะการที่ผู้นำยอมรับปัญหา ย่อมหมายถึงการเริ่มต้นของการแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่งแล้ว