วันที่สิงคโปร์ไม่มีคนตระกูล Lee ปกครอง

วันที่สิงคโปร์ไม่มีคนตระกูล Lee ปกครอง

นายกรัฐมนตรีหลี่เสียนหลงของสิงคโปร์ เข้าโรงพยาบาลผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อสองสัปดาห์ก่อนวันตรุษจีนไม่กี่วัน

เป็นข่าวใหญ่เพราะหลี่เสียนหลงเองประกาศตั้งรองนายกฯ รักษาการนายกฯ และเขียนรายงานความคืบหน้าการผ่าตัดใน Facebook ของตัวเองตลอดเวลา

แปลว่าโรคเดิมกลับมา เพราะเขาเคยผ่าตัดแบบเดียวกันนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนมาครั้งหนึ่งแล้ว

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา คุณพ่อนายกฯ คืออดีตนายกฯลีกวนยูวัย 91 ก็เข้าโรงพยาบาลด้วยโรคปอดบวมรุนแรง

ปีนี้นายกฯสิงคโปร์อายุย่างเข้า 64 ดำรงตำแหน่งนายกฯมาแล้ว 10 ปี

จึงมีคำถามเรื่อง การสืบอำนาจทางการเมือง ของสิงคโปร์ขึ้นมาอย่างเร่งรีบเพราะในรายงานวิเคราะห์ ความเสี่ยง ของสิงคโปร์โดย Political and Economic Risk Consultancy (Perc) ที่มีสำนักงานประจำอยู่ฮ่องกงล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อนตั้งคำถามถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ร้อนถึงอดีตนายกฯ โก๊ะจ๊กตง ต้องออกมายืนยันว่า การวางแผนผู้รับช่วงต่อในตำแหน่งนายกฯ เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่ตลอดเวลา

มันเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ของรัฐบาลสิงคโปร์อยู่แล้ว อดีตนายกฯ คนนี้ยืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวโลกว่าสิงคโปร์จะไม่เกิดปัญหาขาดตอนระดับผู้นำ

แม้ยังไม่มีข่าวคราวว่าใครเป็น ตัวเก็ง ที่จะรับตำแหน่งนายกฯ ต่อจากหลี่เสียนหลงก็ตาม

การส่งไม้ต่อจากหลี่เสียนหลงให้นายกฯ คนใหม่เป็นเรื่องใหญ่เพราะจะเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่อยู่ใต้การฝึกปรือของลีกวนยูโดยตรง ไม่เหมือนกับโก๊ะจ๊กตงและหลีเสียนหลงที่ต้องถือว่าลีกวนยูเลี้ยงมากับมือตัวเองจริง ๆ

โก๊ะจ๊กตงรับไม้ต่อจากลีกวนยูเมื่อปี 1990 และส่งต่อให้หลี่เสียนหลงเมื่อ 2004 โดยที่ลีกวนยูยังเฝ้าดูและกำกับอยู่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

แต่หากคนใหม่รับช่วงต่อจากนี้ไปจะต้องเจอกับภูมิทัศน์การเมืองใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม และเผชิญกับการท้าทายของโซเชียลมีเดียและคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

ภาษาสถาบันการเงินเรียกความเสี่ยงเรื่องขาดผู้นำในอนาคตว่า key-man risk หรือ ความเสี่ยงคีย์แมน อันหมายความว่าหากผู้นำมีอันเป็นไป จะเกิดอะไรขึ้น และมีตัวตายตัวแทนที่มีความสามารถพร้อมจะรับลูกต่ออย่างมีประสิทธิภาพทัดเทียมกันหรือไม่

กรณีของสิงคโปร์ ความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง อยู่ที่ว่าพ้นจากนายกฯ คนปัจจุบันแล้ว จะไม่มีคนตระกูล Lee มาเป็นผู้นำอีกแล้ว ดังนั้นต้องหา มืออาชีพ ที่ไม่อาจจะพึ่งพาบารมีเก่าของผู้ก่อตั้งประเทศและลูกชายคนเก่งคนนี้อีก

Perc ตั้งประเด็นว่า แม้ว่าผู้มาเป็นนายกฯคนต่อไปจะอยู่ในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันแล้ว แต่รัฐบาลยังต้องแสดงความสามารถในการนำเอาเลือดใหม่เข้ามา เพื่อแสดงว่าตัวระบบการเมืองเองสามารถจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

สำหรับคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ นี่เป็นคำถามที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบคนตระกูลลีก็ตาม แต่ที่เกาะแห่งนี้สามารถพัฒนามาเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกทางด้านเศรษฐกิจได้ก็เป็นฝีมือของคนครอบครัวนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

จากนี้ไป คนสิงคโปร์ต้องสร้างกลไก, ระบบ, และบุคลากรที่จะสานต่อผลงานทางเศรษฐกิจขณะเดียวกัน ก็ต้องปฏิรูประบบการเมืองให้พ้นจากการผูกขาดอำนาจโดยพรรค People’s Action Party (PAP) และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ที่มีความเห็นต่างสามารถเข้าร่วมกระบวนการสร้างอนาคตพร้อมกันไปด้วย

นี่คือเรื่องท้าทายใหญ่มากสำหรับสิงคโปร์ในวันนี้