ไม่ว่าความขัดแย้งเรื่องกรณีเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ก็ดี ความขัดแย้งกรณีธรรมกายก็ดี ความขัดแย้งอันเป็นจากราคาผลผลิตตกต่ำก็ดี
ตลอดจนความขัดแย้งจากปัญหาการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม การทุจริตคอร์รัปชันและการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ล้วนเป็นภาวะปรกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในทุกสังคม
เพียงแต่ว่า สังคมต้องมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ด้วยแนวทางสันติวิธี กลไกและระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งสามารถนำไปสู่สังคมสงบสุขและเจริญก้าวหน้าได้
การปฏิรูปประเทศ การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจะบรรลุดีที่สุดภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันเป็นระบอบที่เปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทำให้เสียงทุกเสียงของประชาชนมีความหมาย
รูปลักษณ์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมใดสังคมหนึ่งย่อมมีลักษณะชั่วคราว มีลักษณะพลวัต เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีการก่อกำเนิด พัฒนาการ เปลี่ยนผ่านและดับสูญ ระบบการเมืองเศรษฐกิจในระยะเปลี่ยนผ่านในหลายสังคม ไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิรูป แต่ต้องเป็นการอภิวัฒน์หรือปฏิวัติสังคม และในประวัติศาสตร์ของทุกประเทศ ไม่มีการอภิวัฒน์ใหญ่หรือการปฏิวัติใหญ่สังคมครั้งใดที่ไม่ผ่านภาวะสงครามในประเทศ
ทว่า ในศตวรรษที่ 21 มนุษย์น่าจะเรียนรู้มากพอที่จะแสวงหาเส้นทางสันติอภิวัฒน์ได้ โดยเฉพาะในสังคมที่มีพุทธธรรมหล่อเลี้ยงเช่นสังคมไทย
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มักพูดถึงจุดดุลยภาพหรือภาวะสมดุล (Equilibrium) จุดดุลยภาพเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวพันกันหรือขัดแย้งกันมีลักษณะที่แสวงหาจุดลงตัวหรือมีความพอดี ทำให้เกิดสภาพนิ่งสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นว่า มีเหตุปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระทบจนกระทั่งสิ่งที่เกี่ยวพันกันหรือขัดแย้งกันมีการแปรเปลี่ยนไปจากจุดแห่งความลงตัวดังกล่าว
จุดลงตัวที่ดีที่สุดของเศรษฐกิจการเมือง ณ วันนี้ คือ การเลือกตั้งที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมในต้นปีหน้า การปฏิรูปเพื่อเป็นการวางรากฐานสำหรับอนาคตของประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างขั้วต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขั้วอ้างประชาธิปไตย ขั้วอ้างคุณธรรม ขั้วประชานิยม ขั้ววินัยการเงินการคลัง ขั้วเลือกตั้ง ขั้วต่อต้านทุจริต เมื่อนึกถึงชาติบ้านเมือง เพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกขั้วย่อมสามารถแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่างได้ และ เราสามารถดำรงความเป็นชาติภายใต้ความแตกต่างหลากหลายได้
ขณะที่กลุ่มฉวยโอกาสก็ไม่ควรซ้ำเติมสถานการณ์
การวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจการเมืองไทยให้ลุ่มลึก ย่อมทำให้เรารู้เท่าทัน ไม่ต้องเป็นเบี้ยในหมากกระดานแห่งการแย่งชิงอำนาจ ทำให้เรามองเห็นจุดหักเหและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต จุดหักเหและการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งของพลังทางเศรษฐกิจการเมืองที่แตกต่างกัน
จุดเปลี่ยนผ่านประเทศไทยวันนี้ จึงไม่ใช่ความขัดแย้งในตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคล แต่เป็นความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างของพลังการผลิตที่แตกต่างกัน
ส่วนหนึ่ง เป็นพลังความขัดแย้งของกลุ่มขุนศึกศักดินาบวกทุนอนุรักษนิยม กับ กลุ่มทุนใหม่ ชนชั้นกลางใหม่และชาวรากหญ้า
ฝ่ายหนึ่งมีแนวร่วมที่ประกอบด้วย ขุนศึกศักดินา ทุนอนุรักษนิยม ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่เหม็นเบื่อกับการทุจริตคอร์รัปชันและความน้ำเน่าของนักเลือกตั้งทั้งหลาย
อีกฝ่ายหนึ่ง ประกอบด้วย ทุนใหม่บางส่วนที่เติบโตจากสัมปทานผูกขาดหรือจากกระแสโลกาภิวัตน์ ชนชั้นกลางบางส่วนที่ไม่เอารัฐประหาร ชนชั้นล่างที่ได้รับประโยชน์จากประชานิยม
ดูเหมือนว่า สถานการณ์การต่อสู้ล่าสุด ฝ่ายหลังที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็น ขั้วประชาธิปไตย ชูธงขับไล่เผด็จการ เป็นฝ่ายตั้งรับและถูกรุกไล่อย่างหนักและถูกจำกัดการเคลื่อนไหวและเสรีภาพในการแสดงออก ขณะที่ขั้ว คสช. และรัฐบาลประยุทธ์ เป็นฝ่ายเปิดเกมรุก ชูธงปฏิรูป ปราบคอร์รัปชัน ตั้งเป้าเลือกตั้งคืนอำนาจให้กับประชาชนต้นปี
ความแตกแยกในหมู่ชาวไทยวันนี้จะไม่จบลงง่ายๆ การเรียกร้องสมานฉันท์เป็นคำพูดสวยหรูที่ไม่นำมาปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ย่อมไม่อาจเห็นแสงสว่างแห่งความปรองดองได้ในเร็ววัน
สภาวะแบบนี้ ชาวบ้านประชาชนมีแต่จะได้รับความเสียหาย ประเทศและเศรษฐกิจก็จะย่อยยับหากไม่เลิกรบกันนอกกระบวนการยุติธรรมและนอกวิถีทางประชาธิปไตย มหาอำนาจต่างชาติเริ่มแสดงบทบาทต่อปัญหาความขัดแย้งในไทยมากขึ้นตามลำดับ ที่สำคัญ ชนชั้นอย่าชักศึกเข้าบ้าน ไม่ว่าจะดึงสหรัฐอเมริกา อียู หรือ จีนมาเป็นพวกก็ตาม
ผมมองว่า ความขัดแย้งและสงครามแห่งความแตกแยกไม่จบง่ายๆ และ จะผลัดกันเป็นฝ่ายรุกและรับ และ อาจใช้เวลานับทศวรรษกว่าจะคลี่คลาย การคลี่คลายในอีกหลายปีข้างหน้าจะนำมาสู่ ดุลยภาพใหม่ของสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม หาก คสช. ทำตาม Roadmap สถานการณ์น่าจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ล่มสลายไปแล้ว แต่ความคิดของเจ้าลัทธิ “คาร์ล มาร์กซ์” ในการวิเคราะห์ความขัดแย้งตามแนววัตถุนิยมวิภาษวิธีประวัติศาสตร์นั้นยังคงน่าสนใจ
“คาร์ล มาร์กซ์” ระบุไว้อย่างชัดเจน ในหนังสือ A Contribution to the Critique of Political Economy ว่า การจะเข้าใจการดำรงอยู่ ,พัฒนาการ และการเสื่อมสลายของระบบเศรษฐกิจ จำเป็นต้องขยายการวิเคราะห์วิถีการผลิตให้กว้างขวางโดยนำโครงสร้างเศรษฐกิจไปเชื่อมโยงกับโครงสร้างอื่น ซึ่งประกอบไปด้วยโครงสร้างส่วนบน อันหมายถึงโครงสร้างการเมืองและอำนาจ ตลอดจนโครงสร้างชนชั้นในระบบสังคม จากความขัดแย้งกันระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิต ทำให้ระบบสังคมได้เปลี่ยนจากสังคมศักดินา มาเป็นสังคมทุนนิยมและต่อไปก็จะเปลี่ยนเป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์
แม้นการทำนายของ คาร์ล มาร์กซ์ จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่วิธีการวิเคราะห์ยังนำมาปรับใช้เพื่อมองความขัดแย้งในสังคมไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วอำนาจที่ขัดแย้งกันอยู่ และไม่หลงใหลได้ปลื้มกับบรรดานักฉวยโอกาสทั้งหลาย
การเมืองบนท้องถนน และ การชุมนุมของฝูงชน แม้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่แสดงให้เห็นถึง ความอ่อนแอของสถาบันในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นทางการ
การกดทับเสรีภาพไม่ให้แสดงออกด้วยกฎอัยการศึก ย่อมไม่ใช่การแก้ปัญหาที่รากฐานของปัญหา จึงลดความขัดแย้งวุ่นวายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากควบคุมมากเกินไปก็จะเกิดความอึดอัดและความคับข้องใจ กลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมาอีก
เรามีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองมาต่อเนื่องตั้งแต่การชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ม็อบเกลียดทักษิณบวกม็อบไม่เอาคอร์รัปชัน) จนถึงแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ม็อบรักทักษิณบวกม็อบไม่เอา คมช.) ต่อมาก็มีม็อบไม่เอาอภิสิทธิ์ (ไม่ยอมรับรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร) แล้วก็มีม็อบ กปปส. ไม่เอารัฐบาลยิ่งลักษณ์ (โดยมีกฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่งเป็นชนวน) ในที่สุดเมืองไทยก็กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ แล้วก็จัดการเลือกตั้ง ซึ่งก็ยังไม่มั่นใจว่าจะแก้วงจรอุบาทว์ได้หรือไม่ แต่ผมมองในแง่ดีว่า สังคมควรจะได้บทเรียนและสถานการณ์ต้องดีขึ้นบ้างกะมัง
ประเทศชาติไม่อาจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพในสภาพที่เต็มไปด้วยม็อบและความขัดแย้งที่รุนแรงเช่นนี้ เสถียรภาพการเมืองมีความจำเป็น การหวังจะให้เกิดความสงบด้วยการรัฐประหารซ้ำหรือซ้อน จะยิ่งทำให้ประเทศดิ่งเหวมากกว่าเดิม
(ติดตามตอนต่อไปที่ www.bangkokbiznews.com)






