วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความทรงจำ ความหวังและ “วันพรุ่งนี้” (2)

อดีต หรือ “ประวัติศาสตร์” ไม่ใช่เรื่องราวความรู้เกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมาแล้วอย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจกัน

หากแต่ความรู้เรื่อง “อดีต” ล้วนแล้วแต่เป็นพลังทางภูมิปัญญาของคนในยุคปัจจุบันกาลหนึ่งๆ ที่เริ่มมองเห็นว่าสังคม ณ เวลานั้นมีปัญหาเกิดขึ้นและเขาไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้น ความปรารถนาที่จะเข้าใจปัญหาในปัจจุบันกาลจะชักจูงให้ผู้คนหันกลับไปอธิบาย “อดีต” กันใหม่ เพื่อที่จะให้สามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันได้


ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ทำให้มองเห็นบทบาทของสามัญชนคนธรรมดาในการสร้างประวัติศาสตร์ และก่อให้เกิดการศึกษาประวัติศาสตร์ของผู้คนโดยทั่วไป และส่งผลให้เกิดประวัติศาสตร์สังคม ประวัติศาสตร์ของสังคม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมทั้งประวัติศาสตร์ของชนชั้นรองที่ถูกกดขี่ (Subaltern)


การเกิดขึ้นของประวัติศาสตร์ที่มุ่งอธิบายบทบาทของผู้คนทั่วไปว่ามีส่วนในการสร้างประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มชนชั้นนำเท่านั้น ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้หลักฐานในการเขียนประวัติศาสตร์โดยเริ่มไปใช้ความทรงจำมากขึ้น


ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงในการเขียนประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมในสังคมไทย เช่น คำนำในงานเขียนเรื่อง “ตำนานเสนาบดีกรุงรัตนโกสินทร์” ของขุนวรกิจพิศาล (เปล่ง สุวรรณจิตติ พิมพ์ในปี พ.ศ. 2463) ที่แสดงให้เห็นว่า “ในชั้นแรก ก็แลเห็นแต่ปฐมเหตุข้อเดียวว่า เพราะพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน พระองค์เป็นผู้ทรงรวบรวมกู้ให้คนมีขึ้นอย่างเดิม...มานึกดูอีกครั้งหนึ่งว่า...พระองค์ท่านพระองค์เดียวจะทรงปกป้องประเทศและชาติให้เจริญถาวรคงอยู่ได้เช่นนั้นหรือ จำเป็นจะต้องมีเสนาอำมาตย์ราชเสวกช่วย...เมื่อแลเห็นความจริงฉะนี้แล้ว ก็ทวีความรู้สึกมากขึ้นอยากจะทราบว่าใครเป็นผู้ช่วยเหลือในราชการแผ่นดินมาแต่ก่อนบ้าง...”


กล่าวได้ว่าเมื่อเกิดการขยายตัวของระบบราชการ สามัญชนที่ก้าวขึ้นมาเป็นข้าราชการระดับสูงก็ได้เกิดความสำนึกที่ว่าตนเองก็มีส่วนในการบริหารบ้านเมือง และความรู้สึกนี้เป็นแรงผลักดันให้กลับไปศึกษา “อดีต” กันใหม่ ตัวอย่างลักษณะนี้มีอีกมากมาย ที่น่าสนใจอีกหนึ่งปรากฏการณ์ได้แก่ ข้อสงสัยของสมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ในบทบาทของท่านผู้หญิงโม้ที่ว่าในพงศาวดารนั้น “ไม่เห็นแสดงอิทธิฤทธิ์อะไร” คำตอบของสมเด็จกรมพระดำรงราชานุภาพแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการศึกษาอดีตความว่า “การสร้างรูปท่านผู้หญิงโม้นั้น เป็นอุทาหรณ์อันหนึ่ง ซึ่งแสดงว่าความคิดสมัยใหม่ผิดกับสมัยเก่า” (สาส์นสมเด็จ เล่ม 4 หน้า 267)


ความเปลี่ยนแปลงของการเขียนประวัติศาสตร์ที่เน้นให้คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์เช่นนี้ ได้แก่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญยิ่ง ได้แก่ การทำให้เกิดการสร้าง “ความทรงจำร่วม” (Collective Memory) ของคนในชาติ ได้แก่ การสร้างความคิดนามธรรมในการอธิบายลักษณะเฉพาะของชนชาติไทยในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ชาติไทยดำเนินมาได้ถึง ณ ปัจจุบันกาล


แกนกลางของ “ความทรงจำร่วม” นี้ ได้แก่ “ความสามัคคี” กันของคนในอดีตที่ได้นำพาให้ชาติไทยพ้นภัยกันมาได้ เมื่อใดที่แตกสามัคคีก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ภายใต้ความทรงจำร่วมเรื่องความสามัคคีก็จะเติมและสานไว้ด้วยความรัก/ประสานประโยชน์/แบ่งปัน ฯลฯ อันเป็นกลไกที่ทำให้ความสามัคคีดำเนินต่อไปได้


“ความทรงจำร่วม” ชุดนี้ส่งผลทำให้เกิดการกระทำรวมหมู่ของสังคมมาเนิ่นนาน เพราะสามารถใช้ยึดโยงผู้คนในสังคมที่ยังมีการแตกตัวทางชนชั้นและสถานะไม่ชัดเจน ความสามัคคีจึงเป็นนามธรรมของปฏิบัติการทางสังคมของระบบอุปถัมภ์ที่เป็นจริงในสังคมไทย


แต่ในยี่สิบปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคมที่หลากหลายมากขึ้น แม้ว่าในคำกล่าวเชิงลบทำนองว่าคนไทยปัจจุบันนับถือคนมีเงินแม้ว่าเงินได้มาจากการโกงกิน ฯลฯ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่เห็นความเปลี่ยนแปลงสถานภาพของผู้คนในสังคม


ปฏิบัติการทางสังคมที่เป็นจริงของคนกลุ่มต่างๆ หลากหลายสถานะและชนชั้น ได้ทำให้ “ความทรงจำร่วม” ของสังคมไทยอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ เพราะความสามัคคี/การแบ่งปัน/ประสานผลประโยชน์ ฯลฯ ลักษณะเดิม ย่อมไม่มีความหมาย หากสามัคคีกันแล้วกลับทำให้คนบางกลุ่มฉวยเอาไปใช้หาประโยชน์เข้าตนเอง


ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่เกิดขึ้นและทอดยาวมานานกว่าสิบปีเกิดขึ้นมาจากการสูญเสียพลังของ “ความทรงจำร่วม” ชุดเดิม สังคมไทยกำลังต้องการการให้ความหมายแก่ “อดีต” กันใหม่ เพื่อที่จะร่วมกันสร้าง “ความทรงจำร่วม” ชุดใหม่อันจะเป็นฐานให้แก่สังคมที่งดงามในอนาคต


หากจะคิดถึงการใช้ความทรงจำร่วมกันในเรื่องความสามัคคีในการรักษาความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ความทรงจำร่วมชุดนี้มีความหมายต่อผู้คนให้มากที่สุดท่ามกลางการแตกตัวทางชนชั้นและสถานะจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ผู้คนทั้งหลายมองเห็น “ความสามัคคีอย่างเสมอภาค” ว่าเป็นแกนกลางของความทรงจำร่วมในอดีตที่ผ่านมา