วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ว่าด้วยความปรองดอง : มิใช่จะบังคับได้

สถานการณ์การเมืองในประเทศเริ่มมีความร้อนแรงขึ้นในรอบเดือนนี้ อันเนื่องมาจากมีแนวคิดในการสร้างความปรองดองของคนในชาติกันขึ้นมา

การเสนอแนวคิดขึ้นมาหลากหลายที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้าง ซึ่งรากฐานจะมาจากฝ่ายผู้ที่กำลังจะถูกดำเนินคดีโดยเฉพาะมีการฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคดีโครงการรับจำนำข้าว และจะมีการฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างความสูญเสียต่องบประมาณแผ่นดินจำนวนประมาณ 600,000 ล้านบาท จึงทำให้ฝ่ายผู้สนับสนุนเคลื่อนไหวเรียกร้องหรือมีการพูดจาในลักษณะของการข่มขู่ว่า หากอดีตนายกรัฐมนตรีต้องโทษคดีอาญาต้องติดคุกแล้ว ให้ระวังว่าจะมีผู้ออกมาชุมนุมและถึงขั้นคุกแตก เป็นต้น


บ้างมีข้อเสนอถึงขั้นที่ว่าให้นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เปิดการเจรจากับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องคำพิพากษาติดคุก 2 ปี และได้หนีหมายศาลออกนอกประเทศที่มีสถานะเป็นนักโทษชาย ที่ยังมีคดีที่รอการดำเนินคดีอยู่อีกหลายกรณี ซึ่งนับว่าเป็นเป็นความโชคดี ที่พลเอกประยุทธ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า เป็นเจ้าหน้าที่พนักงานของรัฐซึ่งไม่สามารถจะไปเจรจาความกับนักโทษหนีคดีได้ ทำให้ได้รับคำชมถึงความชัดเจนในวัตรปฏิบัติของผู้นำประเทศ และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนมากขึ้น


กระแสเรียกร้องความปรองดองของคนในชาติเพื่อให้ประเทศมีความสงบสุขและประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ เพราะมีปัญหานานัปการที่รัฐบาลนี้จะต้องดูแลแก้ไข เช่น ปัญหาเรื่องการให้สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันรอบใหม่ ปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หรือปัญหาของคดีทางศาสนา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนมีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลที่จะต้องเสียเวลามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้แทนที่จะใช้เวลาไปแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน


แต่ก็ต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่า ความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่จะเกิดจากการบังคับให้คนที่เห็นต่างหันหน้ามารักกันในชั่วข้ามคืน แต่การปรองดองจะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่จะต้องมีความชัดเจนว่าผู้กระทำความผิดอะไรบ้างที่จะไม่ได้รับการยกเว้นการนิรโทษกรรม เช่น การฆ่าเจ้าหน้าที่และประชาชน การเผาทำลายอาคารบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของผู้อื่น การทุจริตคอร์รัปชันโกงกิน เป็นต้น ไม่ใช่การปรองดองที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง/ยกลัง ดังความพยายามผ่านร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแบบเซตซีโร่ ที่เสมือนกับไม่เคยกระทำความผิดเลย ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ต.ค.2557 ที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากลุกฮือออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่


กระบวนการยุติธรรมและศาลจะต้องเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้ ดังมีคำกล่าวที่ว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม และกฎหมายจะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกคน มิใช่คนมีเงินและมีอำนาจจะสามารถหลุดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายไปได้ ไม่ว่าจะสามารถหนีคดีไปอาศัยอยู่ต่างประเทศ หรือการมีกลุ่มผู้สนับสนุนออกมาเรียกร้องถ่วงการดำเนินคดีด้วยกรรมวิธีต่างๆ ซึ่งหากกระบวนการยุติธรรมและศาลไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้แล้วประเทศก็จะเป็นประเทศหรือรัฐที่ล้มเหลว (failed state) ที่ไม่ได้รับการยอมรับของประชาชนและประชาคมโลกจะยิ่งเป็นอันตรายยิ่ง


นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการปฏิรูปให้เกิดความปรองดองที่มีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติหรือจะชื่ออะไรก็ตามขึ้นมาซึ่งจะมีหน้าที่หลักๆ คือ การสืบหาข้อเท็จจริง การหามาตรการเยียวยา หรือการทำให้เกิดความปรองดอง ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะได้เคยการจัดตั้งคณะกรรมการในรูปแบบนี้มาแล้ว ที่มีอาจารย์คณิต ณ นคร เป็นประธาน หรืออดีตนายกรัฐมนตรีนายอนันต์ ปันยารชุน มาแล้วสองชุด แต่ก็มิได้ใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาของคณะกรรมการทั้งสองชุดที่ผ่านมาเท่าที่ควร ยกเว้นการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้บาดเจ็บล้มตายจากการชุมนุมในปี 2553 จำนวนเงินมหาศาลที่ผู้เสียชีวิตได้รับเงินมากกว่านายทหารตำรวจที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เสียอีก


สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ในที่สุดแล้วการปรองดองนี้จะจบลงด้วยการเสนอการออกกฎหมายในการอภัยโทษ หรือ นิรโทษกรรม อันเป็นตัวก่อให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติ และการที่คณะกรรมการความปรองดองแห่งชาติชุดนี้จะมีอายุมากกว่า 5 ปี และจะยังสามารถต่ออายุไปได้อีก จะยิ่งทำให้คดีต่างๆ จะยิ่งยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก จะต้องอาศัยเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลนี้และอำนาจพิเศษที่มีอยู่แก้ไขให้แล้วเสร็จโดยเร็ว


การสร้างความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า ดังที่นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของ ป.ป.ช. อัยการ ตำรวจ ศาลต่างๆ ส่วนรัฐบาลจะได้มุ่งเน้นการทำงานไปในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่รอการผลักดัน การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะเศรษฐกิจทั้งภายนอกประเทศและภายในประเทศยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่นานัปการ ประเทศไทยเสียเวลามามากกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่าทศวรรษแล้ว