หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสร้องเรียนเรื่อง ต้องการให้ผู้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปรับแคมเปญค่าบริการโทรศัพท์
จากแพ็คเกจที่คิดเป็นนาที มาใช้วิธีคิดเป็น"วินาที" เหมือนในต่างประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่า การคิดค่าโทรแบบเป็นนาที ของค่ายมือถือทั้งหลาย ล้วนคิดค่าบริการแบบปัดเศษเป็นเต็มนาที และพูดกันถึงขั้นว่าการคิดค่าบริการแบบปัดเศษนี้ ทำให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ใช้จริง (คิดจากการปัดเศษ) สูงถึงเดือนละ 3,000 ล้านบาท/เดือน ซึ่งคำนวณมาจาก ฐานผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทย ที่มีมากกว่า 100 ล้านเบอร์ในสิ้นปี 2557
จุดเริ่มของการแก้ไขเกิดขึ้นหลังจาก คณะกรรมาธิการปฏิรูป-การคุ้มครองผู้บริโภค ในสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ร้องเรียนและมีข้อเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หันมาดูแลการคิดค่าบริการ ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งทุกรายคิดค่าบริการเป็นนาที และมีการปัดเศษนาทีเพิ่มเป็นนาทีทุกครั้ง ซึ่งเป็นเหตุเป็นผล และทำให้ กสทช.ต้องออกมาประกาศย้ำ เรื่องหลักเกณฑ์การคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า กสทช.ได้กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการเป็นมาตรฐาน โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบ 2 จี จะต้องคิดค่าโทรไม่เกิน 99 สตางค์/นาที และระบบ 3 จี คิดค่าโทรไม่เกิน 84 สตางค์/นาที
นอกจากนี้ กสทช.ได้มีมติเมื่อปลายเดือน ม.ค. 2558 ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ราย ได้แก่ เอไอเอส, ดีแทค, ทรู, ทีโอที, และ กสท โทรคมนาคม คิดค่าโทรตามจริงเป็นวินาที โดยให้เริ่มทำตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 1 มีนาคมนี้ ให้ค่ายมือถือมีเวลาในการเตรียมพร้อม ระบบไอทีและชำระเงิน ซึ่งล่าสุดเหลือเวลาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ ค่ายมือถือทั้ง 5 ราย ต้องมีแพ็คเกจค่าโทร แบบคิดเป็นวินาทีออกมาบริการ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันค่ายมือถือหลายราย ทำแพ็คเกจคิดค่าบริการแบบวินาทีให้เลือกหลายอัตรา โดยเฉลี่ยราคาอยู่ที่ วินาทีละ 1.6 สตางค์ หรือ 96 สตางค์/นาที แต่ก็ยังมีข้อท้วงติงว่า แพ็คเกจค่าโทรที่คิดแบบวินาที เมื่อนับเป็นยอดรวมแล้ว มีอัตราแพงขึ้น 15-36% เมื่อเทียบกับโปรโมชั่นเดิมที่คิดเป็นนาที เช่น แพ็คเกจ isecond ที่คิดค่าโทรเป็นวินาทีก็จริง แต่โทรได้เพียง 80 นาที ตกนาทีละ 4.31 บาท ?ต่างจากแพ็คเกจ ismart ที่คิดเดือนละ 399 บาท โทรได้ถึง 150 นาที ตกนาทีละ 2.66 บาท เทียบแล้วแพงขึ้น 62%
กรณีนี้คือตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนได้ว่า ธุรกิจมือถือแข่งขันกันรุนแรง หลายค่ายพยายามจัดแคมเปญราคา ด้วยข้อเสนอที่ต่างกันไป กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าได้ระดับหนึ่ง ..
แต่สำหรับผู้บริโภคแล้ว การจะเลือกใช้บริการใด คงต้องดูที่พฤติกรรมการใช้ของตัวเองว่า ใช้โทรศัพท์อย่างไร โทรมากก็ควรเลือกแพ็คเกจที่เหมาราคาโทรมากจ่ายน้อย แต่หากโทรน้อย ก็อาจเลือกแพ็คเกจราคาจ่ายตามจริง ขอเพียงค่าบริการตามโปรโมชั่นเหล่านั้น ต้องไม่สูงเกินกฎหมายกำหนด แต่คงไม่มีเกณฑ์ตายตัว เพราะผู้ใช้กว่า 100 ล้านหมายเลขนั้น มีพฤติกรรมและความต้องการต่างกัน






