วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าเร่งกระบวนการปรองดอง

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณาและเห็นชอบ

            ให้มีคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ จำนวน 15 คน แบ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองหรือความขัดแย้ง และผู้นำความขัดแย้ง มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ โดยหลังจากนี้จะมีการยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อความปรองดองและสมานฉันท์ ซึ่งในหลักการคือจะให้ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9-10 คนเป็นผู้ที่คัดเลือกผู้นำความขัดแย้งให้เข้าร่วมเป็นกรรมการ โดยหวังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความปรองดองในสังคม

            คำว่า"ปรองดอง"อาจฟังแล้วเป็นอุดมคติอย่างมาก โดยอาจมีความหมายว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก เพราะคนไทยที่เคยเป็นคู่ขัดแย้งเกิดความปรองดองเสียแล้ว จึงไม่มีเงื่อนไขใดทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าคนที่เคยเห็นความขัดแย้งการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถสร้างความปรองดองกันได้จริง แต่หากคณะกรรมการอิสระฯมีกฎหมายรองรับและเปิดให้มีส่วนรวมจากทุกฝ่าย อาจเป็นไปได้ว่าการทำงานเพื่อสร้างความปรองดองในครั้งอาจจะปรับความสำเร็จมากกว่าก่อนหน้านั้น

             ดังนั้น หากเกิดความปรองดองขึ้นมาภายใต้คณะกรรมการอิสระฯ ก็อย่างคาดหวังว่าต่อไปจะไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น เพราะนั่นเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้ แต่ก็หวังว่าคนไทยจะสำนึกขึ้นมาได้บ้างว่าหากความขัดแย้งอยู่นอกเหนือการควบคุมของกฎกติกาแล้ว ก็เป็นเรื่องยากมากในการหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งเราก็หวังว่าหากมีการปรองดองเกิดขึ้นภายใต้กลไกนี้ คนไทยกลับมาเคารพกฎกติกา เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ หาไม่แล้วเราก็จะกลับไปเหมือนอดีตที่ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นยาวนานและสร้างความเสียหายวงกว้าง

            แน่นอนว่าประเด็นที่คนให้ความสนใจในขณะนี้คือการอภัยโทษ หรือ การยกเว้นโทษให้กับผู้กระทำผิด ซึ่งแล้วแต่จะเรียกกันว่าอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่คนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองต้องการให้เกิดขึ้น แม้ขณะนี้ฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้งต้องการให้เกิดกับตัวเอง แต่กับอีกฝ่ายต้องการให้ถูกลงโทษ แต่ถึงที่สุดแล้ว กระบวนการสร้างความปรองดองต้องสร้างความเข้าใจ หรือยอมรับกันทั้งสองฝ่ายว่าการตัดสินใดๆ ก็ตามจากคณะกรรมการอิสระฯนั้นมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ

            อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นถือว่ารุนแรงและเกิดขึ้นในวงกว้างของสังคมไทย ซึ่งอาจเป็นไปได้ยากในการทำให้เกิดกระบวนการปรองดองขึ้นโดยเร็ว โดยคนส่วนมากที่ให้ความเห็นในขณะนี้ ต้องการให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว และให้เกิดรูปธรรมขึ้นมา แต่ก็อย่าลืมว่าเป็นเรื่องยากมากจะทำให้เกิดความปรองดองได้อย่างแท้จริง อย่างน้อยในแง่ความรู้สึกที่ยังบาดลึกมานาน ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้จะทำให้เกิดความปรองดองได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้น

            เราเห็นด้วยกับกลไกต่างๆในการสร้างความปรองดองในขณะนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศอีกครั้ง ซึ่งรายละเอียดต่างๆยังเป็นประเด็นที่น่าติดตามกันต่อไป แต่โดยหลักใหญ่คือต้องการลดความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบกติกาของสังคม แต่เราก็หวังว่าคนไทยไม่ควรไปเร่งเวลาหรือเร่งการทำงานให้เห็นผลโดยเร็วเกินไป เพราะเรื่องในลักษณะนี้ล้วนแต่ต้องใช้เวลาในการคลี่คลายปัญหา เพราะความขัดแย้งเป็นเรื่องร้าวลึกในจิตใจของผู้คน การให้เวลาเท่านั้นจึงจะสามารถเยียวยาได้อย่างแท้จริง