วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาการ ‘ตรรกะเพี้ยนเฉียบพลัน’ กำลังนำไปสู่สังคมล่มสลาย

รับของโจร ถูกจับได้ แล้วส่งคืน ไม่ถือว่าเป็นความผิด นี่คือตรรกะของคนในสังคมไทยบางกลุ่ม

     ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเมืองหรือธุรกิจ

    ค่านิยมระดับเดียวกับคนที่บอกว่าคนโกงแล้วอ้างว่า “ไม่เจตนา” หรือ “บกพร่องโดยสุจริต”

    เป็นนักการเมืองหรือคนมีตำแหน่งแห่งหนในสังคม เมื่อถูกจับได้ว่าโกง แต่มีอิทธิพลบารมีหรือสามารถวิ่งเต้นจนรอดได้ ก็จะสามารถเดินอย่างองอาจในสังคม และเผลอ ๆ ก็จะยังมีคนกราบไหว้บูชามากขึ้นด้วยซ้ำ

    เพราะถ้าโกงแล้วถูกจับได้ แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นปรากฏการณ์ที่บางคนเห็นว่าเป็นความสามารถพิเศษ คนธรรมดาสามัญทำไม่ได้ ต้องเป็นคนมีความเก่งกาจสามารถมีบารมีเท่านั้น ที่จะอยู่ในสถานะที่จะหลุดรอดจากกฎหมายและการลงโทษต่อไป

   ถ้าเป็นพระ ก็อาจถูกตัดสินว่าไม่ต้องอาบัติปาราชิก ยืนยันความมีอิทธิพลบารมี และยังเป็นที่นับหน้าถือตาเคารพยกย่องในคนบางเหล่าบางหมู่ได้

    นี่คือสภาวะเน่าเฟะของสังคมไทยที่เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อม และทำให้เราตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งและล่มสลาย เพราะระดับศีลธรรมจรรยาตกต่ำเสื่อมทราม นอกจากจะไร้สำนึกส่วนตัวแล้ว ก็ยังแอบอ้างเอามาตรฐานต่ำเตี้ยมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะกระทำความผิดต่อเนื่อง

    เชื่อได้อย่างมั่นเหมาะว่าทุกกรณีที่อ้างเรื่อง “บกพร่องโดยสุจริต” หรือ “รับของโจรโดยไม่มีเจตนา” นั้น หากตรวจสอบกันให้ถึงที่สุดแล้วจะพบประเด็นเรื่องการ “ทับซ้อนของผลประโยชน์” หรือ conflict of interest ของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวโยงกัน โดยมีบรรทัดสุดท้ายคือ การแบ่งปันผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมกับสังคมส่วนอื่น ๆ ที่เหลือ

    นั่นแปลว่าเป็นผลประโยชน์ที่เบียดเบียนจากสาธารณะ หรือของส่วนกลาง หรือของผู้อื่นมาแบ่งปันกันในหมู่คนที่มีตำแหน่งหรือมีอำนาจ โดยอาศัยการตีความกติกาแบบเข้าข้างตนเองอย่างไร้ยางอาย และขาดความสำนึกต่อความรับผิดชอบของตนอย่างปฏิเสธไม่ได้

    เป็นการตีความกฎเกณฑ์กติกาแบบศรีธนญชัย ที่ได้กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติของผู้มีอำนาจและบารมีในสังคมไทย เพื่อให้ตนและพรรคพวกสามารถกระทำการฉ้อฉลโกงกินและเบียดบังผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มาเป็นของตนและพรรคพวกอย่างไร้ยางอาย

    เป็นหน้าที่ของคนไทยในฐานะเป็นสมาชิกร่วมของสังคมนี้ ที่จะต้องลุกขึ้นแสดงจุดยืนไม่ยอมรับ ไม่ยอมร่วมสังฆกรรม และไม่ยอมมีส่วนร่วมกับกิจกรรมของคนเหล่านี้อย่างเปิดเผยและชัดเจน เพราะหากทุกคนยังถือว่าเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ไม่เกี่ยวกับตน หรือมีทัศนคติ “ธุระไม่ใช่” เพราะไม่ได้มากระทบชีวิตของตนเองแล้วไซร้ วันหนึ่งข้างหน้าในเร็ว ๆ นี้ สังคมไทยก็จะผุกร่อนถึงจุดล่มสลายต่อหน้าต่อตา

    ถึงจุดนั้นก็จะไม่มีใครสามารถอยู่รอดปลอดภัยใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนี้ได้อีกต่อไป

    เพราะปรากฏการณ์ “ตรรกะเพี้ยนเฉียบพลัน” อย่างนี้เป็นมะเร็งร้ายที่ไม่เพียงแต่ทำลายอวัยวะบางส่วนของสังคมเท่านั้น แต่จะลามไปทำร้ายทุกภาคส่วนจนไม่มีใครรอดได้เลยแม้แต่คนเดียว

   กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าบ้านเมืองล่มสลาย ก็สายไปเสียแล้ว