คอลัมน์นี้พูดถึงเวเนซุเอลาหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับผลพวงของการมีน้ำมันปิโตรเลียมมากเป็นอันดับหนึ่งหรือสองของโลก
และเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมากที่สุดก่อนที่ซาอุดีอาระเบียจะค้นพบน้ำมัน เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างสำคัญของการถูก “คำสาปของทรัพยากร” (Resource Curse) นั่นคือ การมีทรัพยากรบางอย่างที่มีค่าสูงจำนวนมากมักนำไปสู่ความหลงผิดของรัฐบาลและประชาชน ความหลงผิดนั้นนำไปสู่การดำเนินนโยบายและชีวิตผิดพลาดจนนำไปสู่ปัญหาต่างๆ รวมทั้งความฉ้อฉล ความยากจนและความแตกแยกร้ายแรงในสังคม นอกจากนั้น ประเทศยังอาจถูกรุกรานจากภายนอกโดยผู้หวังยึดทรัพยากรนั้นอีกด้วย ในกรณีนี้ ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดในปัจจุบันได้แก่อิรักกับลิเบีย
ทุกครั้งที่พูดถึงเวเนซุเอลามักอ้างถึงหนังสือชื่อ “เล่าเรื่องเมืองน้ำมัน” ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2545 และตอนนี้อาจดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา (www.bannareader.com) ข้อมูลในหนังสือเล่มนั้นอาจพ้นสมัยไปบ้างแล้ว แต่เนื้อหาและข้อสรุปหลายอย่างยังไม่ล้าสมัยรวมทั้งการทำนายอนาคตของเวเนซุเอลา ณ เวลานั้นว่าจะล้มลุกคลุกคลานต่อไปด้วย เนื้อหาของหนังสือครอบคลุมกลุ่มประเทศส่งน้ำมันออกที่รวมตัวกันชื่อ The Organization of the Petroleum Exporting Countries (OPEC) รัฐมนตรีพลังงานของเวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนให้ก่อตั้งองค์กรนั้นขึ้นเพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก เขาเป็นผู้รอบรู้และมองการณ์ไกล จึงได้กล่าวเตือนเพื่อนร่วมชาติไว้ว่า อย่าหลงระเริงกับการมีน้ำมันมากเนื่องจากมันเป็นเสมือน “อุจจาระของปีศาจ” (Devil’s Excrement) แต่คำเตือนของเขาคงไม่มีใครฟัง หรือฟังแต่ไม่ได้ยิน เวเนซุเอลาจึงประสบมีปัญหาจนตกอยู่ในภาวะที่อาจเรียกได้ว่า “ยิ่งพัฒนายิ่งจน”
ในบรรดาประเทศในทวีปอเมริกาใต้ เอกวาดอร์เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีน้ำมันส่งออกและเป็นสมาชิกของ OPEC แต่เอกวาดอร์มีน้ำมันไม่มากนักและในขณะนี้เป็นสมาชิกที่ผลิตน้ำมันได้ไม่ถึงครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเป็นผู้ผลิตที่เล็กที่สุดในกลุ่ม หนังสือเรื่องดังกล่าวมิได้พูดถึงเอกวาดอร์เนื่องจากตอนนั้นเอกวาดอร์ได้ลาออกจากสมาชิกภาพของ OPEC ไปและไม่ได้กลับเข้ามาอีกจนกระทั่งปี 2550 โดยทั่วไป เอกวาดอร์ไม่มีปัญหาร้ายแรงถึงกับในระดับของเวเนซุเอลา แต่ก็พัฒนาไปได้ไม่เร็วนักแม้จะมีรายได้จากการขายน้ำมันก็ตาม ตอนนี้ ชาวเอกวาดอร์มีรายได้ไล่เลี่ยกับชาวไทย
บราซิลมิได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีน้ำมันมากจนกระทั่งหลังปี 2549 เมื่อค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในทะเลนอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ในบรรดาประเทศในอเมริกาใต้ด้วยกัน ตอนนี้บราซิลมีน้ำมันที่ค้นพบแล้วเป็นอันดับสองรองจากเวเนซุเอลาเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บราซิลจะค้นพบเพิ่มขึ้นอีกมาก กระนั้นก็ดี บราซิลเริ่มผลิตน้ำมันได้มากจนเหลือใช้และกลายเป็นผู้ส่งออกสุทธิมาตั้งแต่ปี 2554 จากมุมมองของคำสาปของทรัพยากร คงไม่เป็นเรื่องบังเอิญที่ขณะนี้บราซิลเริ่มมีปัญหาสาหัสในภาคพลังงานน้ำมัน นั่นคือ รัฐบาลกำลังเป็นจำเลยสังคมและอาจกลายเป็นจำเลยในศาลเช่นเดียวกันกับชาวบราซิลอื่นๆ ในคดีฉ้อฉลที่มีต้นตออยู่ในบริษัทน้ำมันของรัฐ (เปโตรบาส) บริษัทนี้มีบทบาทสูงมากถึงใกล้เป็นผู้ผูกขาดการผลิตและขายน้ำมันในบราซิล
ความฉ้อฉลแบบมโหฬารและการสืบหาข้อมูลของอัยการจะเริ่มต้นเมื่อไรไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดนัก แต่หลังจากเรื่องราวเป็นข่าวออกมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อัยการได้ส่งฟ้องชาวบราซิลแล้ว 91 คนและยังสืบสวนต่อไปเพราะเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกมากโดยเฉพาะนักการเมืองในพรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาลมาเป็นเวลา 12 ปีติดต่อกัน ใน 91 คนที่ถูกฟ้องแล้วนั้นเป็นผู้บริหารของทั้งโตรบาสและบริษัทที่รับเหมางานจากเพโตรบาส
คดีมีสองส่วนใหญ่ๆ ได้แก่สินบนที่บริษัทรับเหมาจ่ายให้แก่ผู้บริหารของเพโตรบาสและเงินที่เพโตรบาสจ่ายให้แก่พรรคแรงงานและนักการเมือง ยอดของเงินที่จ่ายไปยังไม่เป็นที่แน่นอนนัก แต่อาจรวมกันนับเป็นพันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เพราะการใช้จ่ายในแต่ละปีของเพโตรบาสเป็นเงินจำนวนมหาศาล เท่าที่ผ่านมา จำเลย 12 คนได้ยินยอมที่จะเป็นพยานให้แก่ฝ่ายอัยการ ข้อมูลที่ได้จากคนเหล่านั้นบ่งชี้ว่า ผู้รับเหมาจะฮั้วกันและจ่าย 1-5% ของราคาโครงการให้แก่ผู้บริหารของเพโตรบาส ส่วนเพโตรบาสจะจ่าย 0.5-1% ของโครงการให้แก่พรรคแรงงาน ผู้บริหารชั้นสูงของเพโตรบาสคนหนึ่งซึ่งเป็นพยานให้อัยการสัญญาว่าจะนำเงิน 100 ล้านดอลลาร์มาคืน การสืบสวนยังดำเนินต่อไปและคาดกันว่านักการเมืองบางคนในพรรครัฐบาลจะถูกฟ้องด้วย
อนึ่ง ในช่วงที่เริ่มค้นพบน้ำมันปริมาณมหาศาลใหม่ๆ บราซิลได้ก้าวพ้นยุคเผด็จการทหารมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว จึงตรงข้ามกับเวเนซุเอลาซึ่งค้นพบน้ำมันในยุคที่เผด็จการคุมประเทศ แต่น้ำมันนำไปสู่ปรากฏการณ์และการดำเนินนโยบายคล้ายกันในหลายกรณีโดยเฉพาะในด้านที่นำไปสู่ความฉ้อฉล กิจการน้ำมันมีเงินมหาศาลเกี่ยวข้อง เงินนั้นคงมีผลต่อจิตใจของคนคล้ายกันไม่ว่าจะในระบอบประชาธิปไตย หรือในระบบเผด็จการทหาร
อย่างไรก็ดี ยังมีผู้มองว่าบราซิลจะไม่เดินไปลงเหวเช่นเวเนซุเอลาเพราะประชาธิปไตยได้พัฒนาไปไกลแล้ว การมองในแง่ดีจะถูกหรือไม่ต้องรอดูกันไปอีกระยะ ในระหว่างที่รอดูอยู่นี้ คนไทยคงมีมุมมองหลากหลาย แต่ถ้าจะให้ฟันธงคงต้องฟันว่า... น้ำมันจะเป็นชนวนที่ทำให้คนไทยแตกแยกกันอย่างร้ายแรง หรือไม่เมืองไทยก็จะล่มจมจากนโยบายประชานิยมซึ่งมีราคาน้ำมันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ควายหลังหัก









