คนจีนยุคใหม่กับชีวิตต้องสู้ในเมืองหลวง เนื่องจากสภาพสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปชีวิตคนจีนทั่วไปที่ต้องขวนขวายดิ้นรนก็เข้มข้นมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ในปี 2556 กระทรวงศึกษาจีนได้รายงานตัวเลขของบัณฑิตจบใหม่ที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานว่ามีจำนวนกว่า 6,990,000 คน ซึ่งมากขึ้นกว่าปี 2555 เป็นจำนวน 190,000 คน จำนวนดังกล่าวนับว่าเป็นสถิติใหม่ของประเทศจีนเลยทีเดียว ประชาชนทั่วไปถึงกับให้คำจำกัดความว่า “2556 เป็นปีที่หางานยากที่สุดในประวัติศาสตร์” นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจในด้านการมีงานทำของประชาชนมากเป็นอันดับต้นๆ
นายกหลี่เคยกล่าวไว้ว่า “ในขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกต่างชะลอตัว เราต้องประคับประคองให้ผ่านวิกฤติไปให้ได้ ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมโรงงานทางภาคใต้ที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกต่างประเทศ ตอนนี้ใบสั่งซื้อจากต่างชาติน้อยลงมาก จนกระทบต่อการเงินของบริษัท แต่เจ้าของโรงงานก็ยังไม่ดำเนินนโยบายปลดลดคนงาน ข้าพเจ้าเอ่ยปากขอบคุณเจ้าของโรงงานจากใจที่เห็นแก่ปากท้องลูกจ้างและประเทศชาติ ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะเห็นประชาชนมากมายตกงาน และประเทศจีนในอนาคตต้องสนับสนุนให้มีอุตสาหกรรมบริการมากขึ้น ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลภาวะสิ่งแวดล้อมน้อยและทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก”
ประชากรจีนแห่เข้าทำงานในเมืองหลวงซึ่งก็เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้โดยทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งเข้าไปหาความเจริญ เพื่อโอกาสและรายได้ที่ดีกว่า
สำหรับเมืองใหญ่ในจีนที่ดิฉันจะยกตัวอย่างกล่าวถึงในวันนี้ขอเลือกเป็นเมืองหลวงคือ “กรุงปักกิ่ง” เนื่องจากชีวิตของคนจีนที่เห็นในเมืองปักกิ่งนั้นมีหลากหลาย ทั้งกรรมกรก่อสร้างที่มีจำนวนมาก นักเรียนนักศึกษาที่มีจำนวนมาก และคนทำงานที่มีจำนวนมากเช่นกัน ที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวงแห่งนี้ ในปัจจุบันเมืองปักกิ่งมีประชากรจำนวนกว่า 20 ล้านคน GDP เฉลี่ยต่อหัว/ปี 87,091 หยวน (ประมาณ 4 แสนกว่าบาท) แพงจนน่าใจหาย โดยสิ้นปี 2555 ราคาบ้านในปักกิ่งเฉลี่ย 39,293 หยวน/ตร.ม.หรือตารางเมตรละกว่า 200,000 บาท ค่าเช่าห้องพักในปักกิ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4,000 หยวนหรือประมาณ 20,000 บาท
คนจีนที่เข้ามาแสวงหาโอกาสและทำงานในปักกิ่งมักจะมีคำเรียกว่า “เป่ย เพียว” แปลได้ว่า คนที่เข้ามาทำงานต่อสู้ในเมืองปักกิ่ง คนจีนส่วนใหญ่รู้ดีว่าเบื้องหลังของคำว่า เป่ยเพียวนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและเจ็บปวด เพราะปักกิ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลางที่ติดอันดับโลก กอปรกับค่าครองชีพที่นับวันยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ และแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการใช้ชีวิตที่สูง ภาพการแก่งแย่งกันออกไปทำงานตอนเช้าและตอนเลิกงาน ภาพของรถเมล์รถไฟฟ้าที่คนแน่นเบียดเสียดจนเกิดเหตุการณ์บาดเจ็บและทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง ท่ามกลางจำนวนประชากรที่มากและการทำงานที่มีแต่การแข่งขันของมนุษย์เงินเดือน และเมื่อเจ็บป่วยไปโรงพยาบาลรัฐต้องไปแก่งแย่งกับคนที่มาหาหมอเป็นจำนวนมาก ซึ่งโรงพยาบาลรัฐของจีนในปักกิ่งเองยังถือว่าขาดแคลน จำนวนมีน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากร หรือหากมีเงินเยอะก็ไปรักษาเอกชนได้ แต่ก็ต้องยอมรับค่าใช้จ่ายที่แพงแลกกับการไม่ต้องมานั่งรอ หากเทียบกับรายได้ที่มากขึ้นของคนในเมืองหลวงกับต้นทุนปัจจัยสี่นั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ต้นทุนในด้านปัจจัยสี่เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่า
ความฝันและความหวังสูงสุดของประชากรวัยทำงานในปักกิ่งคือ ต้องการซื้อห้องสักห้องเป็นของตัวเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่บอกว่าเป็น “ฝันเกินเอื้อม” ในปักกิ่งคนหลายคนรวยขึ้นมาจากการซื้อขายบ้าน อสังหาริมทรัพย์ มีบ้านให้เช่าหลายแห่ง หลังปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัวและไม่มีแนวโน้มที่จะลดความร้อนแรงลง แต่คนอีกหลายคนแค่เงินที่จะเช่าบ้านพักในปักกิ่งยังเป็นปัญหาใหญ่ รัฐบาลกลางจีนจึงพยายามจะเข้ามาแก้ไขปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปักกิ่ง แต่ดูเหมือนว่านโยบายต่างๆ ยังไม่บรรลุเป็นผลสำเร็จ ประชากรตาดำๆ ยังโอดครวญต่อคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและยั่งยืน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้การคมนาคมปักกิ่งมีการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าเป็นคิดเงินตามระยะทาง หมดยุครถไฟฟ้าสองหยวน ประชาชนจีนเมืองหลวงก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่ต้องแพงขึ้นไปอีก
ก็ต้องดูต่อไปว่า การที่รัฐบาลจีนภายใต้การนำท่านประธานสี ที่ออกนโยบายเกี่ยวกับกระจายความเจริญไปยังชนบทอย่างจริงจัง ทำให้ชนบทเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองยุคใหม่มากขึ้นจะมีผลกระทบอย่างไรต่อการลดการหลั่งไหลของประชากรเข้ามาในเมืองหลวง แต่กระนั้นนโยบายดังกล่าวในอนาคตจะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่ความสามารถของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเห็นผลเป็นรูปธรรม
คนจีนที่มาจากเมืองเล็กหรือชนบทที่มาทำงานในปักกิ่งมีจำนวนไม่น้อย ที่ทนกับความกดดันในชีวิตไม่ไหวและเลือกที่จะถอยออกไป ประชาชนชาวจีนมีคำกล่าวที่เสียดสีทิ่มแทงว่า “อยากรู้จริงๆ ว่าต้องมีเงินมากเท่าไหร่ถึงจะประกันได้ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่ในปักกิ่งได้อย่าง ‘คน’ ไม่ใช่แค่ ‘มีชีวิตรอด’” คำกล่าวนี้สั้นๆ แต่มีความหมายลึกจริงๆ ประเทศจีนนั้นเติบโตเร็วก็จริงแต่ปัญหาภายในประเทศก็มีอีกมากมายที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล






