เป็นการเปิดปีใหม่ที่ไม่ไคร่จะสวยงามนัก สำหรับธนาคารไทยพาณิชย์ จากกรณีการทุจริตบัญชีเงินฝาก
ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง หรือ สจล. มูลค่าถึง 1,568 ล้านบาท ที่อดีตพนักงานธนาคารเป็นผู้ชี้ช่องการทุจริตครั้งนี้ ซึ่งก็มีเหตุการณ์ดราม่าตามมาว่าธนาคารไทยพาณิชย์ไม่ให้ความร่วมมือในการส่งเอกสารหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดกรณีนี้จนถึงขั้นที่ สจล. ประกาศทบทวนธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร และเชิญชวนศิษย์เก่าให้ปิดบัญชีกับธนาคารเก่าแก่แห่งนี้ทั้งหมดด้วย
แม้ว่านายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการธนาคารจะออกมาแถลงข่าวและยืนยันว่า ธนาคารมีการยึดมั่นในการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และไม่ประนีประนอมกับเรื่องทุจริต และพร้อมที่จะรับผิดชอบตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หากสรุปได้ว่าพนักงานของธนาคารมีส่วนร่วมในการทำทุจริตหรือบกพร่องจนก่อให้เกิดความเสียหาย
แต่ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาในการตอบรับกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะล่าช้าไปสักนิด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความระมัดระวังไม่ให้การตอบโต้ใด ๆ ก็ตามไปกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน แต่ความล่าช้ากลับทำให้สถานการณ์ของแบงก์ดูแย่ลง โดยเฉพาะเมื่อ สจล. ยังคงมีข่าวออกอย่างต่อเนื่อง จนแบงก์กลายเป็นจำเลยสังคม
ปะเหมาะเคราะห์ร้าย เกิดเหตุเพลิงไหม้สำนักงานใหญ่ในจังหวะนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าเป็นการเผาทำลายหลักฐานหรือไม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว หากตรองคำถามนี้ให้ดี จะพบว่ามันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด หากแบงก์จะอ้างว่าไม่สามารถส่งหลักฐานให้ได้เพราะโดนเพลิงไหม้ไปหมดแล้ว หากเป็นเช่นนั้นสังคมจะยิ่งพุ่งเป้าที่แบงก์แห่งนี้มากขึ้นไปอีก
การรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทันการณ์ จึงเป็นประเด็นที่ระบบธนาคารพาณิชย์ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้
เพราะในความเป็นจริงแล้วการทุจริตในระดับปฏิบัติการถือเป็นเรื่องที่พบเจอได้บ่อยในทุกธนาคาร ต่อให้ระบบงานจะสมบูรณ์พร้อมแค่ไหนก็ควบคุมกิเลสของคนไม่ได้ เมื่อผู้ปฏิบัติงานรู้เห็นช่องทางและนำมาใช้เป็นโอกาสในการทุจริต บางครั้งก็เป็นข่าวบ้างไม่เป็นบ้าง แต่กรณีนี้ใหญ่จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกหนังสือเวียนเตือนทุกธนาคารให้รับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ให้ทันการณ์
เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีการแถลงข่าวร่วมกับ สจล. เพื่อร่วมมือกันหาคนผิดมาลงโทษ ด้วยการส่งสำเนาหลักฐานที่ สจล. ร้องขอให้ครบ พร้อมได้แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงมาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง นอกจากนี้ได้มีมาตรการเพิ่มความรัดกุมในระบบการปฏิบัติงานสาขาและระบบงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นทบทวนการให้อำนาจแก่ผู้จัดการสาขาในการพิจารณาทำธุรกรรมการถอนและโอนเงินมาอยู่ที่ส่วนกลางหากเป็นการถอนต่างสาขาไม่สามารถทำได้หากไม่มีลายเซ็นประกอบ
แม้ว่ากรณีของ สจล. ครั้งนี้จะไม่สามารถโทษแบงก์เพียงฝ่ายเดียว เพราะเกิดจากการร่วมมือทุจริตทั้งเจ้าหน้าที่แบงก์และเจ้าหน้าที่ สจล. แต่ก็เป็นการเตือนให้ระบบธนาคารลุกขึ้นมาทบทวนกระบวนการทำงานภายในให้รัดกุมมากขึ้น อีกครั้ง แม้ว่าบางธนาคารจะไม่ได้เปิดช่องให้มีการเซ็นถอนเงินย้อนหลังได้เหมือนไทยพาณิชย์ แต่ก็อาจมีช่องทางอื่น ๆ ที่ยังหละหลวมอยู่บ้าง และอาจเป็นโอกาส ทุจริตได้เช่นกัน
เรื่องราวลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว และมันก็เกิดขึ้นอีก แต่ก็หวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สูญเปล่าและกลับมาเป็นแรงกระเพื่อมให้เกิดการมองหาช่องโหว่ และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานอยู่เสมอ เพราะกิเลสของคนมักจะมองหาช่องทางทุจริตได้ทุกขณะ









