การใช้เวลากับการเดินทางและการรอประชุม อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี
แต่ในสายตาชาวต่างชาติแล้วเขามองว่าช่วงเวลาเหล่านี้เป็นโอกาสที่หายไปอย่างน่าเสียดายในแต่ละวัน เพราะเฉพาะแค่การเดินทางก็อาจกินเวลาไปถึง 1 ใน 3 ของเวลากลางวันที่ใช้ทำงาน หากต้องเสียเวลารอประชุมอีก 1 ใน 3 ก็เท่ากับเราเหลือเวลาทำงานจริงๆ อีกเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น
แต่ข้อจำกัดนี้ก็ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศไม่เกี่ยงว่าเป็นคนรวยหรือคนจน คนหนุ่มสาวหรือผู้อาวุโส ล้วนต้องเจอกับปัญหานี้กันพร้อมหน้า ซึ่งเวลาที่หายไปก็เท่ากับโอกาสที่อาจหายไปด้วยเช่นกัน
แล้วจะทำอย่างไรในข้อจำกัดเหล่านี้ ลองดูตัวอย่างจากในประเทศญี่ปุ่นที่เขาหาทางออกด้วยการวางระบบขนส่งไว้ดีมากด้วยระบบรถไฟฟ้าทั่วทั้งประเทศ การเดินทางจึงใช้เวลาไม่มากนัก แต่ทั้งๆ ที่เวลาจำกัดเราก็ยังเห็นคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมอ่านข่าวหรืออ่านหนังสือกันเป็นปกติบนรถไฟฟ้า
นั่นสะท้อนให้เห็นค่านิยมในการใช้เวลาที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งน่าคิดว่าเวลาสำหรับการเดินทางของคนไทยที่ใช้เวลาถึง 1 ใน 3 ของแต่ละวันนั้นหากนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ แล้วเราจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกเพียงใด
สำหรับตัวผมเองแล้วการเดินทางฝ่าการจราจรในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น 1 หรือ 2 ชั่วโมง นั่นคือช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้สมอง เพราะในรถเป็นสถานที่ที่เงียบสงบและน่าจะทำให้เรามีสมาธิสูงสุดสำหรับคิดวางแผนสิ่งต่างๆ ด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ ระหว่างอยู่บนรถแต่ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารในยุคปัจจุบันทั้งโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ช่วยให้เราติดต่อสื่อสาร รับส่งข้อมูลจากคนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย ระหว่างเดินทางไปพบปะลูกค้า เราจึงใช้เวลานั้นหาข้อมูลเบื้องต้นหรือสอบถามความต้องการของเขาได้ก่อนที่จะพบหน้าเข้าเสียอีก
เช่นเดียวกับการประชุมที่เราสามารถติดตามประเด็นสำคัญๆ หรือประสานงานกับผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ได้ก่อนที่การประชุมจะเริ่ม เมื่อไปถึงและเริ่มประชุมเราก็สามารถจับประเด็นและสรุปผลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การประชุมบรรลุผลได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
ปัญหาในการทำงาน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้บริหารต้องประสบในแต่ละวันเพราะปัญหาเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายในองค์กร ปัญหากับลูกค้า หรือปัญหากับซัพพลายเออร์ การจัดสรรเวลาเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่เวลาที่มีในแต่ละวันนั้นไม่เคยพอเลยกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ
โดยเฉพาะการนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานที่เราจะเจอกับเรื่องราวต่างให้ทำมากมาย เพราะมีงานวิ่งเข้ามาหาเต็มไปหมดและทุกคนที่เข้ามาหาเราก็จะย้ำว่าเรื่องของตัวเองล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนเหมือนกันหมด เวลาพิเศษที่ได้มาจากการเดินทางนี้จึงช่วยให้เราจัดสรรเวลาในแต่ละวันได้เต็มประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
หากเป็นการเดินทางปกติที่ไม่ได้ไปประชุมหรือพบปะกับคนอื่น ช่วงเวลาบนรถก็ยังถือเป็นนาทีทองที่เราจะใช้คิดเพื่อวางแผนรับมือกับงานต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามา เช่นมีงาน 10 อย่างที่เราอาจสับสนไม่รู้จะเริ่มทำอะไรก่อนหลัง แต่หากมีเวลาได้คิดอย่างจริงจังแล้ว เราจะพบว่ามีงานเพียง 3 อย่างที่ส่งผลถึง 80% ของเป้าหมายการทำงานทั้งหมด
การเดินหน้าทำทั้ง 10 อย่างให้เสร็จจึงอาจให้ผลสัมฤทธิ์ไม่เท่ากับการทำเพียง 3 อย่างนั้นก่อนเพราะนั่นเท่ากับทำสำเร็จไปแล้ว 80% ซึ่งการค่อยๆ ทำจาก 1 ถึง 10 อาจไม่ทันกับเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดด้วย ความเคยชินของเราที่ต้องการทำทุกอย่าง อย่างละนิดอย่างละหน่อยจึงต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน
การใช้เวลาขบคิดปัญหาอย่างมีสมาธิสูงสุดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและทำให้เรามองทะลุข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สูญเปล่าไปกับการเดินทาง หากเราใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุดก็ย่อมทำให้เราพร้อมเริ่มงานได้อย่างเต็มที่สูงสุดในแต่ละวัน
ยิ่งจบปัญหาได้เร็ว เราก็ย่อมเริ่มงานได้เร็วและกลับไปใช้เวลากับครอบครัวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องมีปัญหาค้างคาใจให้เกิดความเครียดสะสม เพราะเมื่องานเดินหน้าได้ราบรื่น ชีวิตก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยไม่รู้ตัว






