นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอแนวคิดในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ
โดยตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งในครั้งนี้จะมีตัวแทนจากผู้ทรงคุณวุฒิและคู่ความขัดแย้งนั่งอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย อีกทั้งคณะกรรมการฯต้องมีอำนาจเสนอทางออก กฎหมายและมาตรการเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ มีระยะเวลาทำงานราว 5 ปี ถือว่าเป็นความพยายามอีกครั้งในการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ
อันที่จริง คณะกรรมการฯในรูปแบบดังกล่าวเคยมีการจัดตั้งมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา และมีการจัดทำข้อเสนอต่างๆมากมาย แต่ปรากฏว่าข้อเสนอต่างๆเหล่านี้มักจะไม่มีใครเอามาใช้ ดังนั้นหลังจากมีการศึกษาจนได้ข้อสรุป มักจะเกิดคำถามตามมาว่า"เราจะทำอย่างไร" นั่นคือ เป็นปัญหาภาคปฏิบัติ ซึ่งจะเนื่องด้วยเงื่อนไขเวลาหรือความขัดแย้งต่างๆที่ยังดำรงอยู่ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการเข้าใจปัญหาเท่านั้น และกลับมากลายเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อความขัดแย้งเกิดขึ้นอีก
หากติดตามการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆที่ผ่านมา จะเห็นว่าข้อเสนอของนายบวรศักดิ์ในครั้งนี้มีความแตกต่างออกไป กล่าวคือ ให้อำนาจกับคณะกรรมการในทางกฎหมายหลายด้าน เพราะที่ผ่านมา ทำได้เพียงเสนอความเห็นให้กับผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศในขณะนั้น และระยะเวลาทำงานค่อนข้างยาวนาน โดยมีตัวบทกฎหมายรองรับมากกว่าเพียงการแต่งตั้งของรัฐบาล ซึ่งภายหลังเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมือง จึงทำให้ทุกอย่างกลับมาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง
หากจะกล่าวถึงที่สุดแล้ว รูปแบบการทำงานของการสร้างความปรองดองนั้นแทบไม่มีอะไรเลยที่เป็นเรื่องแปลกใหม่หรือไม่เคยคิดกันมาก่อน อาทิ การตั้งกรรมการในลักษณะดังกล่าวต้องเปิดโอกาสให้ตัวแทนของกลุ่มคนที่มีความขัดแย้งมานั่นหารือกัน หรือแม้แต่ผลการศึกษาว่าต้นตอของความขัดแย้งนั้นคืออะไร ซึ่งก็แทบไม่ต้องไปศึกษาใหม่ให้เสียเวลา เพราะทุกอย่างมีการสรุปมาแล้วจากการศึกษาและมีการเสนอทางออกเอาไว้ด้วย ปัญหาการสร้างความปรองดองจึงเป็นเรื่องการปฏิบัติอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่าเรายังมองเห็นปัญหาใหญ่ของชาติในขณะนี้คือความขัดแย้ง ซึ่งตราบใดที่เรายังมองเห็นปัญหา ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีความหวังในการหาทางออกได้ แต่เราก็หวังว่าหากมีการตั้งกรรมการในลักษณะเช่นว่านี้จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติเสียที เพราะสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายมากที่สุดเมื่อพูดถึงปัญหาความขัดแย้งก็คือมีแต่คำอธิบายเพื่อสร้างความเข้าเท่านั้น
เราหวังว่าในช่วงเวลานี้ อาจเป็นช่วงจังหวะที่ดีในการตั้งกรรมการชุดนี้ เพราะอย่างน้อยไม่ได้ตั้งขึ้นมาในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งในช่วงเวลานั้นจึงไม่มีบรรยากาศการสร้างความปรองดองเกิดขึ้น แต่ในครั้งนี้ถือว่ามีความต่างออกไปและเราเชื่อว่าทุกฝ่ายคงไม่ต้องการอยู่กับความขัดแย้งในลักษณะนี้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราหวังว่าหากมีการตั้งกรรมการและสามารถทำงานได้จริง เราจะเห็นกติกาการเมืองที่ทุกฝ่ายยอมรับและหากจะขัดแย้งก็ขัดแย้งกันในกติกาประชาธิปไตย









