ผลการสำรวจความเห็นผู้นำภาคธุรกิจ เกี่ยวกับการทุจริตในประเทศไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
พบว่าพฤติกรรมทุจริตหรือคอร์รัปชันยังมีอยู่มาก แม้ว่าจะมีการรณรงค์กันอย่างต่อเนื่องโดยภาครัฐและเอกชนก็ตาม
คุณบัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตบอกว่า ผลสำรวจพบว่า 28.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าปัญหารุนแรงขึ้นมาก และ 10.8% เห็นว่ารุนแรงขึ้นเล็กน้อย
แปลว่าทั้งสองกลุ่มนี้เห็นตรงกันว่า “รุนแรงขึ้น” ต่างกันตรง “รุนแรงขึ้นมาก” กับ “รุนแรงขึ้นเล็กน้อย” เท่านั้นเอง
แบบสอบถามพบด้วยว่า 31% มองว่าปัญหาได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นเล็กน้อย
และ 2.5% เห็นว่าได้รับการแก้ไขดีขึ้นอย่างมาก
อีก 25.1% สรุปว่าความรุนแรงของปัญหายังคงเท่าเดิม
รายงานนี้บอก 48.9% ของผู้ที่มองปัญหาการทุจริตในรอบปีที่ผ่านมารุนแรงมากขึ้นเป็นผลจากการบังคับใช้กฎหมายและการเอาผิดกับผู้ทุจริตยังไม่เข้มแข็ง
ส่วน 40.9% คิดว่ามาจากกระบวนการให้บริการภาครัฐที่ยังขาดประสิทธิภาพและความโปร่งใส
อีก 29.1% คิดว่าเป็นผลของการที่กฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งต่าง ๆ ขาดความชัดเจนและเปิดช่องให้มีการทุจริต และอีก 28.4% คิดว่าเป็นเพราะภาคเอกชนและประชาสังคมยังมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้อย
สรุปจากการสำรวจความเห็นล่าสุดนั้น ผู้นำภาคธุรกิจมองปัญหาคอร์รัปชันยังไม่ดีขึ้นแม้หลายฝ่ายจะเข้ามาช่วยกันพยายามแก้ไข แต่ข่าวดีจากการสำรวจนี้ก็คือ 74.5% ของบริษัทผู้ตอบแบบสอบถามมีความพร้อม “มาก” ถึง “มากที่สุด” ที่จะผลักดันให้เกิดการต่อต้านทุจริตภายในองค์กรอย่างเป็นระบบ
และ 78% ของผู้ตอบเชื่อว่าภาคเอกชนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในการร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินการเพื่อต่อต้านการทุจริตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า
“เวทีพลเมืองปฏิรูป” ที่ผมไปตั้งเวทีระดมความเห็นมาเมื่อเร็ว ๆ นี้มีข้อเสนอ
1. ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ ให้ทุกกระบวนการทำงานมีความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ ต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลทุกด้านของรัฐ
2. สร้างกระบวนการทางกฎหมายและระบบการตรวจสอบให้มีความเข้มแข็ง รวมถึงผู้มีอำนาจต้องเอาจริงกับเรื่องต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างกลไกที่จะตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ของผู้เกี่ยวข้องทางการเมืองทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นอย่างรัดกุม
3. ปลูกฝังคุณธรรมเยาวชนไทยให้ต่อต้านคนโกง ไม่ไหว้ ไม่แสดงความเคารพคนฉ้อฉล
4. สร้างเครือข่ายป้องกันทุจริตสู่ชุมชน
5. กระจายอำนาจเพื่อลดการผูกขาดองค์กรส่วนท้องถิ่น
6. สังคมต้องมีบทลงโทษคนโกงที่เรียกว่า social sanctions อันหมายถึงการประนามผู้โกงกินร่วมกัน คนทั่วไปต้องไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนโกง และพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องอบรมสั่งสอนลูกหลานให้รังเกียจคนโกงอย่างจริงจัง
แน่นอน ต้องทำให้คดีคอร์รัปชันของนักการเมืองและข้าราชการไม่มีอายุความ และคนมีตำแหน่งสาธารณะเมื่อศาลตัดสินว่าโกงกินภาษีประชาชน ต้องถูกถอดถอนสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต









