ในช่วงนี้ ดูจะไม่มีย่านใดในโลกที่มีเหตุการณ์ด้านความขัดแย้งร้ายแรงเป็นข่าวพาดหัวอย่างต่อเนื่องเช่นย่านตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ อาจสรุปได้ว่าย่านนั้นมีเหตุการณ์ด้านความขัดแย้งใหญ่ๆ แทบไม่ว่างเว้น จากวันที่บรรพบุรุษของมนุษย์เราค้นพบเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้สังคมมนุษย์เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเป็นครั้งแรกเมื่อราวหมื่นปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ จึงมองได้ว่า ย่านนั้นต้องคำสาปของเทคโนโลยีตั้งแต่วันที่ผู้คนเริ่มค้นพบเทคโนโลยีใหม่
เทคโนโลยีใหม่ที่ชาวตะวันออกกลางค้นพบก่อนใคร ได้แก่ การทำเกษตรกรรมซึ่งเกิดจากการรู้จักปลูกพืช เช่น ข้าวสาลีและการเลี้ยงสัตว์เช่นแพะ ทั้งพืชและสัตว์เหล่านั้นมีอยู่ก่อนแล้วตามธรรมชาติซึ่งมนุษย์เคยแสวงหามาทำอาหาร แต่การแสวงหาจากธรรมชาติมักต้องทำอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากหาได้ครั้งละไม่มากส่งผลให้ผู้แสวงหาไม่มีเวลาเหลือเพื่อทำอย่างอื่น สภาพเช่นนั้นเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญเมื่อชาวตะวันออกกลางรู้จักนำพืชมาปลูกในแปลงขนาดใหญ่และนำสัตว์มาเลี้ยงรวมกันไว้เป็นฝูง การผลิตอาหารได้มากจากกระบวนการนั้นมีผลสำคัญยิ่ง 2 ด้าน นั่นคือ ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกันจนพัฒนามาเป็นสังคมเมืองกับผู้คนมีเวลาเหลือเพื่อใช้ค้นคว้าหาความรู้ความเข้าใจในกลไกต่างๆ รอบด้านซึ่งนำไปสู่การเกิดเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นอีก
ทั้งประชากรที่เพิ่มขึ้นและเทคโนโลยีใหม่นำไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วรวมทั้งการตัดต้นไม้เพื่อนำมาทำเชื้อเพลิงและใช้ในการก่อสร้างพร้อมกับใช้พื้นดินที่ว่างทำเกษตรกรรม กระบวนการนั้นนำไปสู่การทำลายธรรมชาติจนขาดความสมดุลอย่างร้ายแรงและการแย่งชิงทรัพยากรกันระหว่างสังคมต่างๆ อย่างเข้มข้นจนบ้านเมืองและสังคมล่มสลายในที่สุด เรื่องราวของการเกิดเทคโนโลยีใหม่ซึ่งมองได้ว่ามีคำสาปติดมาด้วยมีอยู่ทั่วไป ผู้สนใจในรายละเอียดอาจอ่านเรื่อง Guns, Germs, and Steel กับเรื่อง Collapse ของ Jared Diamond และเรื่อง One with Nineveh ของ Paul และ Ann Ehrlich สองเล่มแรกได้รับการแปลเป็นไทยแล้ว (ผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาอาจอ่านเฉพาะบทคัดย่อภาษาไทยของทั้งสามเล่มซึ่งดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com)
เรื่องที่เล่ามานี้เราไม่มีโอกาสเห็นด้วยตาจึงต้องอาศัยผลการค้นคว้าของนักวิชาการ อย่างไรก็ดี ผมมีโอกาสได้เห็นในสมัยที่เดินทางไปทำงานในย่านตะวันออกกลางบ่อยๆ โดยเฉพาะในเยเมน (ผู้สนใจในบางด้านของการเดินทางไปทำงานในย่านนั้นของผมอาจอ่านหนังสือเรื่อง “จดหมายจากวอชิงตัน” ซึ่งดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนาเช่นกัน) เทคโนโลยีที่สาปเยเมนอย่างเห็นได้ชัดได้แก่ เครื่องเจาะบ่อน้ำบาดาลและเครื่องสูบน้ำ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมนเป็นทะเลทราย น้ำกินน้ำใช้ส่วนหนึ่งจึงได้จากบ่อในย่านที่มีขุมน้ำใต้ดินซึ่งธรรมชาติสะสมขึ้นอย่างช้าๆ เป็นเวลานับหมื่นปี ในสมัยก่อน ขุดบ่อได้ไม่ลึกนักเนื่องจากคนลงไปลึกมากไม่ได้เพราะขาดอากาศหายใจและเสี่ยงต่อการถูกฟังทั้งเป็นหากดินถล่ม น้ำที่ไหลซึมออกมาตามตาน้ำและขังอยู่ในบ่อถูกนำขึ้นมาโดยวิธีหย่อนถุงทำด้วยกระเพาะหรือหนังสัตว์ลงไปให้น้ำไหลเข้าเต็มแล้วสาวขึ้น วิธีนั้นใช้กันอยู่นับพันปีบ่อก็ไม่แห้งผากเนื่องจากขุมน้ำใต้ดินยังอยู่ บ่อน้ำเป็นทรัพย์สินชิ้นสำคัญยิ่งของชาวเยเมนซึ่งอยู่กับธรรมชาติแบบพอมีพอกินมาเป็นเวลาช้านานแม้จะถูกมองว่าด้อยพัฒนาเมื่อเทียบกับโลกภายนอกก็ตาม
ปัจจัยที่ทำให้เยเมนถูกคำสาปของเทคโนโลยีที่ผมเห็นคือ รายได้จำนวนมากที่ชาวเยเมนได้จากการไปทำงานในประเทศที่ร่ำรวยมหาศาลจากการขายน้ำมันหลังราคาน้ำมันขึ้นแบบก้าวกระโดดครั้งแรกเมื่อ 40 ปีที่แล้ว รายได้นั้นทำให้เศรษฐกิจของเยเมนขยายตัวสูง ส่งผลให้ชาวเยเมนโดยทั่วไปบริโภคใบ “คัต” เพิ่มขึ้น ใบคัตคล้ายใบกระท่อมและโคคาในแง่ที่มีสารเสพติดที่กระตุ้นร่างกายเมื่อเคี้ยวและกลืนน้ำตาม ความต้องการใบคัตชั้นดีนำไปสู่การลงทุนเจาะบ่อน้ำบาดาลลึกนับร้อยเมตรและใช้เครื่องสูบขนาดใหญ่นำน้ำขึ้นมาทำไร่คัต ผู้ทำไร่มีรายได้สูงขึ้น แต่เพียงไม่นานการสูบน้ำเช่นนั้นก็ทำให้ขุมน้ำเหือดแห้งลงจนส่งผลให้ชาวเยเมนต้องแย่งชิงน้ำกัน เยเมนเดินเข้าสู่สภาพรัฐล้มเหลวอยู่ในขณะนี้มีการแย่งชิงแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหนึ่งด้วย
สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าเรื่องที่เล่ามาไกลตัวเกินไปจนมองไม่เห็นอาจลองมองกรณี “สังคมก้มหน้า” สภาพของสังคมก้มหน้าเกิดขึ้นมาจากเทคโนโลยีใหม่และจะมีผลร้ายต่อไปในอนาคต
นอกจากจะถูกคำสาปของเทคโนโลยีซึ่งมีผลยืดเยื้อมานานนับพันปีแล้ว ชาวตะวันออกกลางยังกำลังถูก “คำสาปของทรัพยากร” อีกด้วย เรื่องทรัพยากรมีคำสาปนั้นคนไทยพูดกันเชิงขบขันมานานแล้วว่า เพราะ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” คนไทยเราจึงมักง่ายและไม่ค่อยขยัน แต่เรื่องนี้มิใช่เรื่องขบขันแม้แต่น้อย ทั้งนี้เพราะการที่ย่านตะวันออกกลางมีน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติมหาศาลทำให้พื้นที่แถบนั้นเป็นที่ต้องการของมหาอำนาจ ตอนนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การมีอาวุธทำลายล้างสูงของซัดดัม ฮุสเซนเป็นเรื่องเท็จที่มหาอำนาจกุขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดเขาและเข้าไปครอบครองน้ำมัน การแย่งชิงน้ำมันกันจะไม่มีวันจบลงง่ายๆ ตราบใดที่มันยังไม่หมด
เรื่องราวที่เล่ามานี้คงชี้บ่งว่า ย่านตะวันกลางจะมีเหตุการณ์ด้านความขัดแย้งร้ายแรงเป็นข่าวพาดหัวต่อไปอีกนานเพราะถูกสาปพร้อมกันถึงสองกระทง






