พอเริ่มปีใหม่ได้ไม่กี่สัปดาห์ ก็มีอาการความผันผวนทางเศรษฐกิจ และการเมืองโลกให้เห็นเป็นประจักษ์
ท้าทายความสามารถของรัฐบาลไทย ที่จะปรับตัวเพื่อหลบเลี่ยงความวุ่นวาย ที่อาจตามมาซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นเป้าทางด้านอัตราโตของการส่งออก หรือผลผลิตมวลรวมของประเทศ หรือ GDP growth ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองและเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น
เปิดปีใหม่มาได้ไม่เท่าไหร่ราคาน้ำมันดิบโลกก็ดิ่งต่อเนื่องไปอยู่ที่ต่ำกว่า 45 เหรียญต่อบาเรล และไม่มีใครกล้าพยากรณ์ว่าจะตกต่อหรือจะขยับขึ้นหรือไม่และเท่าไหร่
ราคาน้ำมันตกลงฮวบฮาบอาจเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคน้ำมัน แต่ผลทางลบที่กระทบถึงหลายประเทศที่มีรายได้จากน้ำมัน ก็อาจส่งผลถึงไทยในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการส่งออกและนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนที่จะมีอันต้องชะงักลง
เปิดปีใหม่มาได้ไม่เท่าไหร่ยุโรปและญี่ปุ่น ก็ประกาศนโยบายปั๊มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอย่างมโหฬารที่เรียกว่า QE อย่างที่สหรัฐเคยทำมาก่อน ทำให้มีเงินทุนไหลออกไปในประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยเรา
ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิด currency wars หรือ “สงครามเงินสกุล” อันหมายถึงการปรับตัวให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลตัวเองกับของคนอื่น
แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะบอกว่ามั่นใจจะบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินสกุลอื่นได้ แต่หากแนวโน้มนี้ทำให้เงินบาทแข็งขึ้นและอัตราดอกเบี้ยต้องปรับตัว ก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจรวมถึงการส่งออกอย่างปฏิเสธไม่ได้
พอเปิดปีใหม่มาผลการเลือกตั้งทั่วไปของกรีซ ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับยุโรปตะวันตกและทั้งโลก เพราะพรรคฝ่ายซ้ายจัดชนะการเลือกตั้ง พร้อมนโยบายที่จะไม่ยอมทำตามเงื่อนไขที่กู้เงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF กว่า 8 ล้านล้านบาท และอาจจะออกจากยูโรโซน อีกทั้งยังยื่นมือไปประสานกับรัสเซียเพื่อจะคานอำนาจของสหภาพยุโรป
เป็น “คลื่นยักษ์” ที่อาจมีผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลกได้หากรัฐบาลใหม่ของกรีซตัดสินใจ “เบี้ยวหนี้” และไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป หันมาจับมือกับรัสเซียเพื่อค้านเยอรมัน ฝรั่งเศส และสหรัฐ
การเมืองโลกก็จะผันผวนปรวนแปรอีกรอบหนึ่ง โดยไม่มีใครรู้ว่าผลที่ตามจะมาออกมาในรูปไหน
เป้าการส่งออกของประเทศไทยสำหรับปีนี้ จึงกลายเป็นหัวข้อของการแลกเปลี่ยนค่อนข้างคึกคักในหมู่นักธุรกิจและนักวิชาการ
เดิมที่ตั้งเอาไว้ว่าจะมีอัตราขยายตัวทั้งปี 2.5-3.0% แต่สถานการณ์หลายด้านทำให้มีการทบทวนว่าอาจจะต้องลดลงไป
คุณนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยบอกว่า ทางสภาได้ปรับเป้าการส่งออกของประเทศไทยใหม่ จากเดิมขยายตัว 2.5% มาเหลือเพียง 1.5% หรือมีมูลค่า 231,000 ล้านเหรียญ เหตุเพราะราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับลดลงจากปีก่อน 40-50% มีผลทำให้มูลค่าส่งออกไทยหายไป 6,000 ล้านเหรียญ
อีกสาเหตุหนึ่งคือประเทศส่งออกน้ำมันที่มีรายได้ลดลง ก็พลอยมีกำลังการบริโภคในประเทศลดลงไปด้วย
และต้องไม่ลืมว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจของคู่ค้าหลายประเทศ ก็จะชะลอตัวลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ
อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ ไทยถูกตัดสิทธิประโยชน์พิเศษทางภาษีหรือ GSP จากกลุ่มประเทศอียู
ความผันผวนของค่าเงินอันเกิดจาก QE ของยุโรปและญี่ปุ่น ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้แผนเดิมของไทยมีอันจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิม
ได้เวลาตั้ง War Room หรือ “ห้องฉุกเฉิน” สำหรับเศรษฐกิจระดับชาติ เพื่อระดมความคิดและประสานพลังทุกภาคส่วน เตรียมรับสถานการณ์ความแปรปรวนระดับโลกได้แล้ว









