รองนายกฯวิษณุ เครืองาม บอกว่าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การเมืองจะ แหลมคม ขึ้น หมายถึงจะมีความดุเดือด
เชื่อว่าต้องมีอยากลองของว่าสิ่งที่ทำจะเสียของหรือไม่ จะมีการลองวิชาในบทบัญญัติแต่ละมาตราว่าที่เขียนมาจะแก้ปัญหาได้หรือไม่
คุณวิษณุบอกด้วยว่า ยังมองไม่เห็นช่องทางที่การปฏิรูปจะสำเร็จลุล่วง เพราะระยะเวลาสั้น และถูกตั้งความหวังไว้สูงต่อการแก้ปัญหาของประเทศที่สะสมมานาน
ท่านบอกว่าแม้รัฐธรรมนูญมีทีท่าว่าจะเสร็จในเดือนกันยายนปีนี้ แต่การปฏิรูปจะดำเนินต่ออีกหลายปี
คุณวิษณุบอกว่า ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายถึงการขยายเวลาให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อยู่ต่อ แต่ควรจะมีการตั้งองค์กรขึ้นมารับผิดชอบที่มีอำนาจในการปฏิรูป เพราะ สปช. คงไปตอนที่มีรัฐธรรมนูญแล้ว
ท่านเสริมว่า “แต่จะไปโดยไม่มีไม้ต่อไม่ได้”
คำว่า “ปฏิรูปลุล่วง” เป็นคำที่ขัดกันในตัวเองอยู่แล้ว เพราะไม่มีกระบวนปฏิรูปไหนของประเทศใดสามารถจะประกาศว่าการปฏิรูปของตน “ลุล่วง” แล้ว เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ และจะต้องมีการปรับมีการแก้ตลอดเวลา ยุคสมัยเปลี่ยนไป การปฏิรูปก็ต้องเปลี่ยนตาม เป้าหมายอาจเหมือนเดิม แต่วิธีการต้องปรับต้องแก้เสมอ
ประเด็นของไทยคือคนในชาติมีเป้าหมายตรงกันหรือไม่อย่างไร และจะ “ส่งไม้ต่อ” อย่างไร หลังจากสภาปฏิรูปชุดนี้หมดหน้าที่ เข้าสู่โหมดเลือกตั้งซึ่งจะมีนักการเมืองและนักเลือกตั้งมากำหนดทิศทางของประเทศอีกครั้งหนึ่ง
ผลงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติชุดนี้ (ไม่เฉพาะรัฐธรรมนูญ) จะผ่านการ “ลองของ” หรือไม่ และใครจะเป็นคนปกป้องเนื้อหาของการปฏิรูปกับการเมืองหลังเลือกตั้งเป็นเรื่องใหญ่ที่คนทั้งประเทศจะต้องให้ความสนใจ
“องค์กร” ที่จะสานต่อการปฏิรูปที่คุณวิษณุเสนอนั้น จะต้องเป็นองค์กรของภาคประชาชน เพราะเราไม่อาจจะหวังให้รัฐบาลหรือฝ่ายค้านหลังการเลือกตั้งมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำเรื่องการปฏิรูปใหญ่ ๆ ที่มีความสำคัญเช่นต่อต้านคอร์รัปชัน หรือปฏิรูปการศึกษาหรือแม้เรื่องยกเครื่องระบบราชการได้
เพราะหัวข้อเหล่านี้นักการเมืองมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ บางเรื่องนักการเมืองอาศัยความล้าสมัยในระบบเพื่อเอื้อต่อตัวเอง อีกบางเรื่องนักการเมืองใช้เพื่อประโยชน์ตนเอง และอีกหลายเรื่องนักเลือกตั้งไม่ต้องการแก้ไขปรับปรุงเพราะจะกระทบต่อฐานเสียงและการเลือกตั้งคราวหน้าของตน
การปฏิรูปประเทศจึงไม่อาจจะหวังพึ่งนักการเมือง แม้พวกเขาจะมาจากการเลือกตั้งด้วยระบบที่เชื่อว่า “ให้ทุกเสียงมีความสำคัญ” แล้วก็ตาม เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนมีความสมบูรณ์ครบถ้วน และไม่มีการปฏิรูปใดที่จะ “ลุล่วง” ไปได้
ที่น่าเป็นห่วงสำหรับการเมืองไทยคือ การที่ประชาชนคิดว่าการปฏิรูปสามารถทำได้ด้วยการเขียนเป็นกฎหมายหรือระเบียบกฎเกณฑ์เท่านั้น เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ขาดกฎหมาย หากแต่ขาด “การบังคับใช้”
ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ขาดนโยบาย หากแต่อยู่ที่นโยบายไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้
ดังนั้น การ “ลองของ” หลังรัฐธรรมนูญและมาตรการปฏิรูปประกาศใช้จึงเป็นเรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น แต่การ “ลองของ” ต้องทำเพื่อให้เกิด “การทำจริงและทำได้” มิใช่เพื่อจะทำลายล้างเพื่อกลับไปสู่สิ่งเก่าที่ได้สร้างวิกฤตของบ้านเมืองมานับสิบปี
ผมรอให้เกิดการท้าทายและลองของเพื่อการปฏิรูป จะได้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ไม่ต้องมีวันลุล่วง แต่เป็นขบวนการที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งหรือปล้นกลางแดดไปได้









