การประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติกรอบการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่สำคัญ ซึ่งนับเป็นความชัดเจนเชิงนโยบายครั้งแรกหลังจากการตั้งคนร. โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้หลายคนเข้าไปช่วยกำหนดเชิงนโยบาย ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามมติในครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรัฐวิสาหกิจของไทย อย่างน้อยก็น่าจะเกิดการเปลี่ยนด้านการบริหารจัดการและการให้บริการประชาชน
อันที่จริง การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ที่มีการกล่าวถึงหรือผลักดัน เพราะก่อนหน้านั้น แทบทุกรัฐบาลพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจกันทั้งสิ้น เพราะเห็นในหลักการร่วมกันว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการแปรรูปเท่านั้น นอกจากจะเป็นผลดีต่อรัฐวิสาหกิจเองแล้ว ยังส่งผลดีต่อการให้บริการประชาชนด้วย แต่หากเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว จะเห็นได้ว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของไทยทำได้ไม่มากเท่าที่ควร
ที่ผ่านมา รัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้แปรรูปไปแล้ว โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน และรัฐบาลในอดีตมักจะเลือกแปรรูป โดยดูศักยภาพทางด้านธุรกิจของรัฐวิสาหกิจเป็นสำคัญ ดังนั้นรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่แปรรูปมักจะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพน้อยในเชิงธุรกิจ และในหลายรัฐวิสาหกิจก็เผชิญกับแรงต่อต้านการแปรรูปของพนักงาน ดังนั้นทางออกของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้คือ การจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาดำเนินธุรกิจเฉพาะ ซึ่งทำให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
แนวคิดของคนร.จะให้มีการจัดตั้งองค์กรกลางขึ้นมา หรือเรียกว่า "โฮลดิ้ง"ขึ้นมาดูแล ซึ่งก็คล้ายกับแนวคิดเดิมของธนาคารโลกที่เคยเสนอมาแล้ว แต่ปัญหาสำคัญของรัฐวิสาหกิจคือแม้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ แต่อำนาจการบริหารงานขึ้นกับว่ารัฐวิสาหกิจนั้นสังกัดกระทรวงไหน ซึ่งแนวคิดการจัดตั้งองค์กรกลางมักจะถูกคัดค้านเสมอ ยิ่งรัฐบาลในอดีตที่มาจากหลายพรรคการเมืองและแบ่งกันดูแลกระทรวงกันตามโควตา ก็ยิ่งให้การปฏิรูปในแนวทางนี้เป็นไปได้ยาก
เราเชื่อว่าคนร.ก็รับรู้ปัญหาที่ว่านี้ แต่ก็เห็นว่ารัฐวิสาหกิจของไทยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในการพัฒนาประเทศ เพราะชีวิตประจำวันของคนไทยทุกวันนี้แทบไม่มีกิจกรรมใดเลยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นหากยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริการมากเท่าไร ผลดีย่อมเกิดกับประเทศโดยรวมมากเท่านั้น แต่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งกันมานานถือว่าเป็นเรื่องยากมากในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งมักจะถูกต่อต้านเสมอจากพนักงานหรือผู้บริหาร รวมทั้งนักการเมืองในอดีตที่ดูแลรัฐวิสาหกิจ
เราเห็นด้วยกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มที่ และเห็นข้อดีของการรวมศูนย์การบริหารหรือเรียกว่า"โฮลดิ้ง" แต่ยังเป็นห่วงแนวทางปฏิบัติว่าจะสามารถดำเนินการได้แค่ไหน ที่สำคัญเมื่อมีการรวมศูนย์อำนาจแล้ว ก็ยิ่งทำให้"โฮลดิ้ง"มีบทบาทอย่างมาก ดังนั้นความสำเร็จของการปฏิรูปในครั้งนี้จึงอยู่ที่ตัว"โฮลดิ้ง"นั่นเอง หากมีการออกแบบที่ดีก็ย่อมขับเคลื่อนการปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากออกแบบไม่ดีและกลับเข้าไปเหมือนในอดีตก็น่าเป็นห่วงอย่างมาก ซึ่งสิ่งนี้เองจะชี้ชะตาการปฏิรูปครั้งใหญ่ของรัฐบาล






