วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย ใช้เงินฟื้นเศรษฐกิจให้ถูกทาง

ในที่สุดธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี ได้ประกาศใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ หรือQE(Quantitative Easing)

ที่เกินความคาดหมายจำนวนมหาศาลในระยะ 19เดือนนับจากนี้ไปเป็นอย่างน้อย และอาจจะดำเนินมาตรการนี้ต่อไปจนกว่าจะมีเสถียรภาพของเงินเฟ้อ หลังจากพูดกันมาตลอดช่วงเวลา 1ปีที่ผ่านมาถึงการทำQEของอีซีบีซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการใช้มาตรการทางเงินพรางตา โดยพยายามที่จะทำให้ยุโรปรอดพ้นจากการเกิดภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอยด้วยการยึดเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ทั้งที่เงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ที่ 0.2% รวมทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ไว้ที่เดิม 0.05% ตรึงดอกเบี้ยเงินฝากที่อัตราติดลบไว้ที่ -0.2% แต่กลับไปใช้วิธีพิมพ์เงินใหม่เดือนละ 60,000 ล้านยูโรหรือ 70,000 ล้านดอลลาร์ด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ลูกหนี้ของธนาคารเอกชน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2015 ไปจนถึงเดือนกันยายน 2016

ส่วนการที่บรรดาผู้จ่ายภาษีในยุโรปกังวล ว่าอาจต้องเข้ามารับภาระในกรณีที่เกิดมีประเทศหนึ่งประเทศใด เกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมานั้น ตามแผนการของอีซีบีกำหนดให้กระจายความเสี่ยงที่ 20% ของวงเงินสำหรับผู้เข้าซื้อพันธบัตรและตราสารทางการเงินเท่านั้น ส่วนที่เหลือ 80%นั้นจะเป็นความรับความเสี่ยงของธนาคารกลางแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องในกลุ่มยูโรโซน อย่างไรก็ตามแม้จะมีการแถลงยืนยันโดยนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ชี้ชัดว่าในช่วงที่ผ่านมาอีซีบีมีการทำQEเป็นระยะจนต้องแบกรับภาระต้องพิมพ์เงินที่ปรากฏไว้ในฐานะงบดุลถึง 2 ล้านล้านยูโร ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าการทำQEได้ประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของกรีซที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินเป็นเวลา 7 ปีมาแล้ว จากอีซีบีและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็นเอฟในวงเงิน 240,000ล้านยูโรนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะกรีซวันนี้มีจึดีพีที่หดตัวลง 25% มีการว่างงานสูง 25.8% มีระบบธนาคารที่ล้มเหลวจากมีหนี้NPLsสูงถึง 33.5%

QE ของญี่ปุ่นก็อยู่ในข่ายที่พรางตาจากที่มีอัดฉีดเม็ดเงินใหม่แล้วเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 2ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการฟื้นตัวอย่างมองเห็นได้ชัดเจน ในขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงต้องพิมพ์ใหม่ต่อไปอย่างไม่รู้วันจบสิ้นจากมาตรการเพิ่มฐานเงินเดือนละ 20 ล้านล้านเยนซื้อพันธบัตรรัฐบาลทั้ง 100 เปอร์เซนต์โดยหวังให้รัฐบาลใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปเพราะจีดีพีของญี่ปุ่นโตแค่ 0.8-0.9% ในปีนี้และปีหน้า แม้แต่ธนาคารกลางสหรัฐที่เลิกทำQE แล้วโดยยังคงมีเม็ดเงินQE ท่วมล้นในตลาดการเงินกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์พยุงจีดีพีเติบโตที่3.6%ในปีนี้ และ 3.3% ในปีหน้า รัฐบาลทำเนียบขาวก็ยังต้องหันกลับมาใช้มาตรการดูแลชนชั้นกลางให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยกดดันกลุ่มคนรวยให้ต้องเสียความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจาก 23.8% เป็น 28% รวมทั้งประธานาธิบดีบารัก โอบามา เสนอให้เก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น บ้าน และที่ดิน

ทั้งนี้ มาตรการQE อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เท่าที่เคยมีมาของธนาคารกลางที่เป็น 4เสาหลักของโลกทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และอังกฤษ แต่ล่าสุดไอเอ็มเอฟกลับมีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงในช่วง2ปีข้างหน้า ย่อมแสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ที่อัดฉีดมาจากธนาคารกลางไม่ได้เป็นเครื่องมือ ที่หวังให้เกิดการสัมฤทธิ์ผลตราบใดที่เม็ดเงิน ที่พิมพ์ขึ้นมาใหม่นั้นไม่ถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะยามที่เม็ดเงินที่ออกมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ย่อมมีต้นทุนที่เป็นภาระเศรษฐกิจในอนาคต แต่เมื่อฟังจากนำเสียงของกระทรวงการคลัง ที่กำลังชี้ว่าเป็นหน้าที่ธปท. ในการใช้มาตรการด้านการเงินเข้ามาดูแลและควบคุมเงินทุนไหลเข้าให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยรัฐมนตรีคลังนายสมหมาย ภาษี ย้ำว่าธปท.ก็มีหลายมาตรการที่สามารถใช้ได้ เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการขายเงินตราระหว่างประเทศหากเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการจัดสรรเม็ดเงินที่มีจำกัด ได้ถูกนำไปใช้ในโครงการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับคนไทย