ถึงเวลาแล้วที่ตำแหน่งลงเลือกตั้งทุกตำแหน่งทั้งระดับชาติระดับท้องถิ่นผู้ลงสมัครจะต้องแสดงบัญชีรายการทรัพย์สิน
และหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. “ของขวัญปีใหม่” ที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ได้ชี้ช่องไว้ให้เราคนไทย จึงจะนำมาใช้ได้คุ้มค่าอย่างยิ่งทั้งในระดับชาติระดับท้องถิ่น
ของขวัญปีใหม่ ที่ว่านี้ ก็คือการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้มีหนังสือตั้งแต่ 15 ธันวาคม 2557 ไปถึง รมต.กระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพากร แสดงเจตนาและนโยบายว่า “...มาตรการทางภาษีสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้อีกทางหนึ่ง ...”
ก็ทุกวันนี้ ไม่เฉพาะในเมืองหลวงที่ล่าสุดได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติบางราย ว่าอาจมีทรัพย์สินมากกว่าที่ควรได้รับจากการประกอบอาชีพปรกติ ในต่างจังหวัด เราได้เห็น นักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐหลายๆ คน เหตุไฉนจึงรวยได้รวยเอา ทั้งที่ก็ไม่ปรากฏทำอาชีพอื่นอะไร ที่จะสร้างรายได้กำรี้กำไรมากมายขนาดภายในไม่กี่ปีจะสามารถสะสม(อสังหาริม)ทรัพย์ได้ขนาดนั้น อีกทั้งต้นตระกูลก็ไม่ได้รวยมาก่อน โดยเฉพาะพากันกว้านซื้อที่ดิน (เพราะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐรู้ข้อมูลภายในดีกว่าใครๆ) ซึ่งตรวจสอบได้ว่าเพิ่งซื้อมาไม่นาน ไม่ใช่มรดกที่ดินตกทอดแต่ปางไหน แล้วก็สร้างรีสอร์ท สร้างโรงแรม ห้าชั้นเจ็ดชั้น บนภูเขาบ้าง ริมทะเลบ้าง หน้าทะเลสาบบ้าง เพียงเพราะว่า เทศบาลยังไม่ทันออกกฎห้ามไว้ ไม่สนใจความรู้สึกอึดอัดของชาวชุมชนที่เลยที่อยู่ดีๆ ก็มีตึกห้าชั้นแปดชั้นมาบดบังทัศนียภาพสมบัติธรรมชาติของคนทั้งเมืองมาแต่ไหนแต่ไร
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินระบุในหนังสือชัดเจนว่าต้องการให้ใช้มาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัย “อำนาจมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการกำหนดเงินได้สุทธิโดยวิธีการเพิ่มทรัพย์สินสุทธิ ในกรณีที่ได้ตรวจสอบไต่สวนผู้ยื่นรายการเงินได้หรือไม่ยื่นรายการเงินได้ตามวิธีการปกติแล้วไม่อาจทราบได้ว่าบุคคลนั้นมีรายได้และรายจ่ายที่แท้จริงเพียงใด โดยเฉพาะการใช้วิธีการดังกล่าวกับนักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สามารถพิสูจน์ถึงที่มาหรือที่ไปของรายได้หรือทรัพย์สินได้ ..”
พูดง่ายๆ คือ แทนที่จะคอยแต่เก็บภาษีตามรายการยื่นแจ้งมา ให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทำงานในเชิงรุก ใช้มาตรการทางภาษี ช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันด้วย จะทำให้สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นและถูกต้องตรงความเป็นจริงมากที่สุด
อย่างบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลทั้งหลายได้แสดงต่อ ป.ป.ช. ไว้ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรสามารถใช้อำนาจมาตรา 49 นำบัญชีเหล่านั้นมาตรวจสอบย้อนหลังกับรายการที่บุคคลเหล่านี้ได้ยื่นเสียภาษีไว้ หากมีสิ่งใดไม่ตรงกัน ตกหล่นขาดไปอย่างไร มีการแปลงรายได้เป็นทรัพย์สินตรงไหน ก็สามารถเรียกตรวจสอบ และ เรียกเก็บภาษีอย่างตรงความเป็นจริง
นอกจากนั้น การที่มาตรา 49 ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินในการกำหนดรายได้สุทธิ โดยวิธีการเพิ่มทรัพย์สินสุทธินั้น นับเป็นข้อกฎหมาย ที่ให้อำนาจกรมสรรพากรใช้ในการประเมินภาษีโดยวิธีพิเศษ
ที่ว่าพิเศษ ก็ คือ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรในการกำหนดเงินได้ของผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในรายที่ไม่ได้ยื่น รายการ หรือยื่นรายการแล้วแต่เห็นว่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แล้วจึงแจ้งให้ผู้มีเงินได้ทราบ ซึ่งการประเมินภาษีโดยวิธีพิเศษตามมาตรานี้ กำหนดให้ใช้หลักการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิจากค่าเพิ่มทรัพย์สินสุทธิ (Net worth Increase Method)
โดยเหตุที่กำหนดดังนั้น คงเป็นเพราะว่า เจ้าพนักงานกรมสรรพากร สามารถทำงานได้ทันทีเลย โดยอาศัยการต่อยอดจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้แสดงไว้ต่อ ป.ป.ช. นั่นเอง ไม่ต้องไปตะเกียกตะกายทำอะไรเพิ่ม เหมือนอย่างเช่นหากจะใช้วิธีอื่นๆ อีกหลายวิธีในการประเมินกำหนดรายได้ของผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีที่ไม่ได้มีแต่เฉพาะวิธีการเพิ่มค่าทรัพย์สินสุทธิ เท่านั้น อาทิเช่น พิจารณาเงินฝากในธนาคาร (Bank Deposit Method) พิจารณาค่าใช้จ่าย (Expenditures Method) พิจารณาจากร้อยละของรายรับทั้งหมด (Percentage of Gross Receipts) พิจารณาจากร้อยละของสินทรัพย์ (Percentage of Assets) พิจารณาจากวิถีชีวิตที่แสดงออก (Outward Signs of Lifestyle) ซึ่ง วิธีต่างๆ เหล่านี้ กรมสรรพากรอาจต้องบริหารจัดการภายในอีกมาก จึงจะนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทั่วถึง และปราศจากการเลือกปฏิบัติ
จึงเท่ากับว่างานการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันครั้งนี้ ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรอย่างเดียว ว่าจะทำงานเชิงรุกแค่ไหน กรมสรรพากรมีหน้าที่ต้องรับไม้ต่อให้ดี จึงจะทำสำเร็จ ทำให้รัฐได้รับเงินและทรัพย์สินที่นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชันคืนมาในรูปของภาษีได้อีก
อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรทำงานไปตามบุญตามกรรม ไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ไม่มีคนเชียร์ ไม่มีคนกระทุ้ง ไม่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน ก็ไม่รู้ว่าการใช้อำนาจมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร จะมีประสิทธิภาพได้เพียงใด
ทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรมสรรพากร ตลอดจน คสช. จะหาทางให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมกับนโยบายดีๆ อย่างนี้ตรงไหนบ้าง ชี้ช่องให้ด้วย จะได้ไม่ต้องมีแต่เฝ้ารอให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทำงานอยู่ฝ่ายเดียว
โดยเฉพาะในต่างจังหวัดนั้น ประจักษ์พยานมักปรากฏแก่สายตาโทนโท่ก่อนการต้องยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินเสียอีกว่า ตึกห้าชั้นเจ็ดชั้นรีสอร์ทโรงแรมขวางทางตาอยู่เป็นของใครกันบ้าง ไม่นับวิถีชีวิตที่แสดงออกโดยการทำบุญงานศพละ 5 พัน งานแจกรางวัลฟุตบอล ซ่อมหลังคาบ้านคนจน สร้างสะพานให้หมู่บ้าน ออกหนังสือพิมพ์ (ลงรูปและการบริจาค) ของตัวเองฯ รวมปีหนึ่งๆ เป็นเงินหลายล้าน









