บันเก็นดอร์ (Bungendore) เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการสร้างแบรนด์สถานที่ (Destination Branding)
เมืองเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงแคนเบอร์รา เมืองหลวงของประเทศออสเตรเลีย ไปทางเหนือ 38 กิโลเมตร เมืองนี้มีประชากรราว 2,300 คน แม้จะเป็นเมืองเล็ก ช่วงวันธรรมดาดูเงียบเหงา แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุด บรรยากาศในเมืองนี้จะคึกคักระดับน้องๆ สยามพารากอนบ้านเราเลยทีเดียวความสำเร็จระดับนี้จัดได้ว่าไม่ธรรมดา
ประวัติของบันเก็นดอร์เริ่มต้นในยุคตื่นทองเมื่อกว่าร้อยปีก่อนแต่บันเก็นดอร์ออกจะอาภัพกว่าพื้นที่ข้างเคียง เพราะไม่มีทองให้ขุดตอนนั้น ชาวบันเก็นดอร์ได้แต่มองตาปริบๆ ดูคนอื่นเขารวยเอารวยเอา บางเมืองแถวนั้นเกิดทีหลัง แต่กลับใหญ่โตกว่าตั้งหลายเท่า
พอมาถึงวันนี้ เมืองขุดทองเหล่านั้นหลายแห่ง แทบจะกลายเป็นเมืองร้าง มีคนอยู่แค่หยิบมือเดียวเมืองเล็กอย่างบันเก็นดอร์มีอะไรดี ถึงได้ประคองตัวอยู่ได้ ไม่สิ ต้องถามว่า มีอะไรดี ถึงได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเมืองอื่นในแถบนั้น?
ความสำเร็จของเมือง เกิดจากปัจจัยสองอย่าง ปัจจัยแรก คือ ทำเลที่ตั้งและอาคารสถานที่ ปัจจัยที่สอง คือ กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์
ในด้านทำเลที่ตั้งนั้น ถนนจากแคนเบอร์ราไปยังเมืองต่างๆ ในภาคตะวันออกของรัฐนิวเซาท์เวลส์และโดยเฉพาะเมืองชายทะเล ต้องผ่านบันเก็นดอร์ คนออสเตรเลียที่ค่อนข้างมีฐานะจำนวนไม่น้อยชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ชาวแคนเบอร์ราถือว่าเป็นคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีเมื่อถึงวันหยุดก็มักไปเที่ยวทะเล ขี่ม้า ตกปลา ขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก หาที่ปั่นจักรยานเสือภูเขาการเดินทางไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่เหล่านี้ ต้องผ่านบันเก็นดอร์จึงถือได้ว่า ตำแหน่งที่ตั้งของบันเก็นดอร์ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เมืองนี้เป็นที่รู้จักของคนเมืองหลวงและคนแถบนั้น
โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือ ทำอย่างไร จะเปลี่ยนบันเก็นดอร์จากการเป็นแค่ทางผ่าน ให้เป็นจุดหมายของการเดินทาง
การสร้างแบรนด์ของบันเก็นดอร์ ไม่ได้ทำกันแบบรวดเดียวแล้วดังเปรี้ยงปร้าง แต่เป็นการสร้างแบบลูกทุ่งค่อยเป็นค่อยไป บางส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เป็นคนทำ บางส่วนชาวบันเก็นดอร์ก็ทำกันเอง ต่างคนต่างทำบ้าง ช่วยกันทำบ้าง ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ามาถูกทาง ใช้ได้ดีเลยทีเดียวการวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ทำให้พบว่า จุดเด่นของเมืองที่สามารถใช้ได้มีอยู่หลายอย่าง
อย่างแรก คือ สร้างแบรนด์ของบันเก็นดอร์ ในฐานะเมืองสำหรับอยู่อาศัย เพราะบันเก็นดอร์อยู่ใกล้กับแคนเบอร์รา ใช้เวลาขับรถแค่ 20-30 นาที ก็ถึงแล้ว แต่ที่ดินมีราคาต่ำกว่า สามารถสร้างบ้านขนาดใหญ่ขายได้ในราคาถูกกว่าบ้านขนาดเดียวกันในเมืองหลวง หากมีการส่งเสริมให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามาลงทุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย และเป็นนายหน้าในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในเมือง นอกจากจะช่วยเพิ่มประชากรในเมือง ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และสามารถจัดเก็บภาษีเข้าเมืองได้มากขึ้นแล้ว บ้านใหม่ที่สร้างขึ้นนั้น เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่มีฐานะค่อนข้างดี มียานพาหนะเป็นของตัวเองจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาการเดินทางเพราะถนนหนทางมีคุณภาพดีอยู่แล้ว
การโฆษณาขายบ้านและการทำตลาดของบริษัทเหล่านี้ ก็เป็นการช่วยโฆษณาเมืองบันเก็นดอร์ไปในตัว ตำแหน่งของบันเก็นดอร์ในแง่การตลาด กลายเป็นเมืองสำหรับคนระดับกลางที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่เมืองซอมซ่อที่เป็นแค่ทางผ่านไปยังเมืองอื่นๆ เท่านั้น
อย่างที่สอง คือ เมืองนี้มีธุรกิจเกี่ยวกับงานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว สินค้าเหล่านี้ เป็นงานแนวคลาสสิคผสมกับแนวคิดสมัยใหม่ ซึ่งแตกต่างกับสินค้าประเภทเดียวกันที่ขายอยู่ในเมืองหลวง ที่ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ หรือไม่ก็เป็นของนำเข้าประกอบกับ ชาวแคนเบอร์ราจำนวนไม่น้อยนิยมงานศิลปะและการตกแต่งบ้าน หากสามารถดึงให้พวกเขาเสียเวลาเพิ่มอีกนิดหน่อย ขับรถมาบันเก็นดอร์ได้ ก็มีสิทธิ์ได้ลูกค้ากลุ่มใหญ่เลยทีเดียว
แถมในตัวเมืองมีตึกรามบ้านช่องจำนวนไม่น้อย ที่มีอายุไม่ต่ำกว่าห้าหกสิบปี แต่ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี บางแห่งเป็นโรงแรม บางแห่งเป็นร้านอาหาร แม้แต่สถานีตำรวจก็เป็นบ้านโบราณ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก เหมือนกระท่อมน้อยสำหรับพักค้างแรมในช่วงสุดสัปดาห์มากกว่าที่ทำงานของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์บรรยากาศคลาสสิคนี้จึงเข้ากันได้ดีกับการสร้างแบรนด์เมืองบันเก็นดอร์ให้เป็นแหล่งนัดพบของคนชอบงานศิลปะและคนที่มองหาของตกแต่งบ้านแนวคลาสสิค
อย่างที่สาม อันนี้ต้องถือว่าเป็นส้มหล่นลูกใหญ่ของบันเก็นดอร์เลยก็ว่าได้ เพราะสมาคมอนุรักษ์รถไฟของแคนเบอร์รา มักจะนำเอารถไฟไอน้ำออกมาวิ่งระหว่างแคนเบอร์ราและบันเก็นดอร์ เพื่อหารายได้ไปใช้ในการทำกิจกรรมของสมาคม สาเหตุที่เลือกบันเก็นดอร์เพราะรถไฟไอน้ำเหล่านี้ มีอายุมาก วิ่งทางไกลไม่ไหว วิ่งเร็วก็ไม่ได้ ถ้าไปไกลกว่านี้ เดี๋ยวเสียเอาง่ายๆ ถ้าไปไม่ไกล แถมเมืองอื่นก็ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ถ้ามาบันเก็นดอร์ อย่างน้อย ใกล้สถานีรถไฟก็ยังมีที่ให้ปิกนิก เดินไปอีกแค่สองสามนาที ก็ถึงย่านตัวเมือง มีร้านอาหาร มีแกลเลอรีงานศิลปะและเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งให้เลือกซื้อ แถมทางเมืองบันเก็นดอร์เองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ช่วงไหนที่มีรถไฟมา ก็จะจัดให้มีตลาดนัด ขายของ เรียกว่า คนมาที่นี่ไม่ต้องกลัวว่าจะมาเดินแกร่วไม่มีอะไรทำ
อย่างที่สี่ จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย คือ การใส่ความมีชีวิตชีวาเข้าไปในแบรนด์ เพราะเมืองชนบทนั้น มักถูกมองว่า เป็นเมืองเงียบๆ
โรงแรมในบันเก็นดอร์ ได้วางตำแหน่งตัวเองเสียใหม่ ไม่ใช่โรงแรมสำหรับการเข้าพักเพื่อติดต่อธุระในเมืองเป็นหลัก โรงแรมเหล่านี้ ได้แปลงโฉมเป็นแหล่งบันเทิงในยามค่ำ โดยเฉพาะคืนวันศุกร์และวันเสาร์ จะมีการแสดงดนตรีคันทรีมีลานเบียร์ จัดบรรยากาศให้เหมือนร้านเหล้าของเหล่าคาวบอยในอดีต หากดื่มกันจนกลับไม่ไหวก็เปิดห้องนอนที่โรงแรมนั่นแหละ รุ่งเช้าค่อยกลับก็ได้
ในปัจจุบัน รายได้หลักของโรงแรม ไม่ได้มากจากคนที่เข้าพักในช่วงวันธรรมดา รายได้ส่วนใหญ่เข้ามาช่วงวันศุกร์เสาร์ และอาทิตย์ซึ่งก็มากพอจะทำให้โรงแรมอยู่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงแรมเก่า เป็นกิจการของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาจึงไม่มากนัก
บันเก็นดอร์ในวันนี้ เหมือนอยู่ในสองโลก วันธรรมดา เงียบสงบ เป็นเมืองสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่หลังห้าโมงเย็นวันศุกร์จนถึงค่ำวันอาทิตย์ เมืองนี้กลับคึกคักมีสีสัน คนแทบจะเดินชนกันตาย ที่จอดรถกลายเป็นของหายาก เสียงหัวเราะเฮฮา เสียงพูดคุย และบรรยากาศแห่งความมีชีวิตชีวาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ มันช่างแตกต่างกับบรรยากาศช่วงวันธรรมดาราวกับว่าเป็นคนละเมืองกัน มาถึงวันนี้ ชาวบันเก็นดอร์ก็พูดได้เต็มปากว่า เมืองของพวกเขา เป็นเมืองจิ๋วที่ยังแจ๋ว
หลายพื้นที่ในบ้านเรามีศักยภาพไม่แพ้บันเก็นดอร์ ขาดก็แต่การพัฒนาแบรนด์ของตัวเองอย่างเป็นระบบ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ต่างคนต่างทำ ทำเท่าไหร่ก็ไม่เกิด ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หันหน้าเข้าหากันแล้วเอาบทเรียนจากบันเก็นดอร์ไปปรับใช้ดู จะได้เปลี่ยนเมืองเป็นแบรนด์ให้สำเร็จกันเสีย






