คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจะใส่ Hate Speech หรือถ้อยคำ หรือการกระทำที่สร้าง "ความเกลียดชัง"
ไว้ในมาตราหนึ่ง เพื่อกำหนดเป็นความผิดที่จะต้องมีโทษสำหรับผู้กระทำผิด
ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของประเทศไทย ที่คงจะถูกตั้งคำถามและมีการท้าทายจากหลาย ๆ ฝ่าย
เพราะเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า Hate speech is not free speech ซึ่งแปลว่า การใช้วาทะที่สร้างความเกลียดชังนั้น จะอ้างว่าเป็นเสรีภาพของการแสดงออกไม่ได้
เพราะยังไม่เห็นประเทศไหนใส่รายละเอียดของ “วาทะก่อความเกลียดชัง” ลงในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ที่กำหนดแนวทางบริหารบ้านเมืองมากกว่าเจาะจงไปถึงประเด็นปัญหาสังคม
ในประเทศอื่น Hate Speech เป็นเรื่องน่ารังเกียจพฤติกรรมของคนในสังคม การป้องกันและห้ามปรามการใช้วาทะ หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง จึงเป็นเรื่องของหลักปฏิบัติที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยึดถือเป็นหลักร่วมกัน
กฎหมายกำหนดเรื่องหมิ่นประมาทที่ทำให้เกิดความเสียหายให้กับผู้อื่น แต่ไม่อาจจะตีกรอบ Hate Speech ที่นิยามยากกว่า เพราะอยู่ที่การตีความในแต่ละกิจกรรมที่เกิดขึ้น
เพราะคำนี้กินความหมายกว้าง หากเขียนกำหนดไว้ในกฎหมาย ต้องระบุในกฎหมายลูกว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และความเกลียดชังที่ว่านี้อยู่ที่ผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำจะตีความ
ผู้กระทำอาจจะอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำหรือพูดให้เกิดความเกลียดชัง
แต่ผู้ถูกกระทำหรือผู้รับอาจจะตีความสิ่งเดียวกันนั้นว่า เป็นการสร้างความเกลียดชัง
จึงเป็นเรื่องค่อนข้างสลับซับซ้อนของกิจกรรมที่เกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม
เพราะหากเขียนไว้กว้างเกินไป ก็อาจจะถูกใช้ไปในทางที่ผิด เช่นอาจจะถูกบิดเบือนไปใช้เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นอันชอบธรรม ในกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตย
แต่ก็มิใช่ว่าการกำหนด Hate Speech เป็นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพราะวิกฤติของสังคมไทยที่ผ่านมา เกิดจากการใช้วาทกรรมที่จงใจสร้างความเกลียดชัง ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนอย่างหนักหน่วงรุนแรงและจงใจอย่างปฏิเสธไม่ได้
การแบ่งประชาชนเป็นฝักเป็นฝ่ายเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง การใส่ร้ายป้ายสีอีกฝ่ายหนึ่งด้วยวาทกรรมที่เต็มไปด้วยอคติ และการ “ล้างสมอง” ด้วย Hate Speech เป็นสาเหตุแห่งการเผชิญหน้า ที่แกนนำของแต่ละฝ่ายกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนตนปะทะกับอีกฝ่ายหนึ่ง จนเกิดความรุนแรงและเสียชีวิตเลือดเนื้อมาแล้ว
ความพยายามที่จะให้ลด, ละ, เลิก “วาทกรรมหรือพฤติกรรมที่สร้างความเกลียดชัง” จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระหรือเหลวไหล แต่จำจะต้องสร้างความสำนึกในทุกระดับชั้น นั่นหมายถึงการนำหัวข้อนี้ใส่เข้าไปในการปฏิรูปการศึกษาและการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย มิใช่การเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าจะเขียนกฎหมายลูกประกอบอย่างไร ก็คงไม่อาจจะครอบคลุมได้หมด
การสร้างสำนึกแห่งการ “เคารพในสิทธิของผู้อื่น” และ “การทำหน้าที่ของตน” เป็นสองพฤติกรรมที่จะป้องกัน Hate Speech ในสังคมไทยได้ดีกว่าการแก้ปลายเหตุ ด้วยการห้ามถ้อยคำหรือพฤติกรรมที่สร้างความเกลียดชัง
เพราะความเกลียดชังเกิดจากการคิดว่า ผู้อื่นผิดที่ไม่เห็นพ้องกับตนหรือคนที่อยู่คนละข้างกับตนเป็นศัตรูที่ไม่อาจจะทำความเข้าใจกันได้
หากตระหนักในความเป็นมนุษย์โดยพื้นฐานว่า หากเราต้องการให้อีกคนหนึ่งเคารพในสิทธิของการแสดงความเห็นของเรา เราก็ต้องเคารพในสิทธินั้นของคนอื่นก่อน
กฎหมายห้าม Hate Speech จึงแก้ความเกลียดชังไม่ได้
จะแก้ประเด็นนี้ได้ต้องให้สังคมไทยถามตนเองว่า ความเกลียดชังนั้นมาจากไหน และทำไมสังคมไทยที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เอื้อเฟื้อเกื้อหนุนกันมายาวนานจึงเริ่มจะเกิดความเกลียดชัง ถึงขั้นจะทำร้ายและฆ่าฟันกันในช่วงที่ผ่านมา?
ถ้าหาคำตอบได้ก็จะรู้สาเหตุของ Hate Speech และต้องเริ่มแก้จากจุดนั้น






